ทั้งนี้ คำบอกเล่าข้างต้นบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ลุกขึ้นมาฟื้นชีวิตให้ชุมชนที่เงียบเหงา ให้กลับมามีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม จนทำให้หมู่บ้านธรรมดา ๆ กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่มีรางวัลอินเตอร์การันตี ซึ่งเส้นทางนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ โดย “ทีมวิถีชีวิต” จะชวนทำความรู้จักทั้งชุมชนและชีวิตหญิงแกร่งคนนี้…

เรื่องราวของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย แห่งนี้ ทาง แม่เสงี่ยม ประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ที่เป็นผู้บุกเบิกโฮมสเตย์ของชุมชนนี้เป็นคนแรก เล่าว่า จุดเริ่มต้นของชุมชนโฮมสเตย์นั้นย้อนกลับไปปี 2534 โดยตอนนั้นเธอมีบทบาทเป็นผู้นำกลุ่มสตรีของหมู่บ้าน ซึ่งกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อจะช่วยกันทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ โดยชวนกันมาทำอาหารขาย หรือบางครั้งก็ช่วยกันปลูกกล้วยและข้าวโพดขาย ตลอดจนออกไปรับจ้างทำการเกษตร เพื่อให้มีรายได้เข้ามา หลังจากนั้นผ่านไป 7 ปี หรือราวปี 2541 พอกลุ่มมีเงินทุนก้อนหนึ่งก็เลยตัดสินใจตั้งเป็นกลุ่มทอผ้าขึ้น เนื่องจากผู้หญิงในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะทอผ้ากันอยู่แล้ว เพียงแต่ในอดีตไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ ทำให้ต่างคนก็จึงต่างทอต่างขายกันเอง ซึ่งหลังตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ทำให้กลุ่มเริ่มขยายตัว จากเดิมที่มีสมาชิกยุคเริ่มต้น 21 คน ก็เพิ่มเป็น 56 คน โดยหลังจากจำนวนสมาชิกเยอะขึ้นก็เลยนำรูปแบบสหกรณ์มาใช้

เครือข่ายโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น

แม่เสงี่ยม เล่าต่อไปว่า ต่อมาราวปี 2542 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการจัดทำ โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบทเพื่อการท่องเที่ยว ขึ้น ซึ่ง “บ้านนาต้นจั่น” ก็ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเป็น ชุมชนตัวแทนของ จ.สุโขทัย เพื่อแข่งขันระดับประเทศ จนมาถึงปี 2547 เธอและสมาชิกบางส่วนของชุมชนได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ของ โอทอป ซึ่งญี่ปุ่นเป็นต้นแบบในด้านนี้ รวมถึงได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับกิจการ โฮมสเตย์ ของญี่ปุ่น จึงทำให้ได้รู้ว่า โฮมสเตย์ไม่ได้เป็นแค่ที่พักนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจจากตรงนั้น จึงตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้ไปดูงานกลับมาพัฒนาชุมชนบ้านนาต้นจั่น

หลังกลับมา ก็ตัดสินใจจะทำเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน แต่ปรากฏไปชวนใครก็ไม่มีใครเอาด้วย เพราะชาวบ้านมองว่าใครจะมาเที่ยวที่นี่ ไกลก็ไกล ลึกก็ลึก ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ โดยพยายามชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่าทำไมบ้านเราจะไม่มีของดี ก็อย่างวิถีชีวิต อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นนั่นไงที่ขายได้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีใครยอมร่วมหัวจมท้ายกับเราด้วย ก็เลยตัดสินใจว่า ถ้าคนเขายังไม่เชื่อ เราก็ต้องโชว์ให้เขาดู ก็เลยใช้บ้านของตัวเองนี่แหละทำเป็นโฮมสเตย์หลังแรก และหลังเดียวในตอนนั้น” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าย้อน

“ทัวร์รถอีแต๊ก” พาชมหมู่บ้าน

พร้อมเล่าอีกว่า หลังเปิดโฮมสเตย์ ปรากฏเงียบกริบ จน 8 เดือนแล้วก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ทำให้ตอนนั้นเริ่มถอดใจแล้ว แต่ที่สุด “ลูกค้ากลุ่มแรก” ก็เข้ามาใช้บริการ เป็น คณะอาจารย์วิทยาลัยพิษณุโลก ติดต่อมาว่าจะพานักศึกษามาเข้าค่าย 43 คน เป็นเวลา 1 เดือน ทำให้ดีใจมากว่าโฮมสเตย์จะมีลูกค้ากรุ๊ปแรกแล้ว โดยตอนนั้นคิดแค่หัวละ 40 บาทต่อคนต่อวัน เพราะไม่ได้คิดจะเอากำไรอะไรมาก แค่คนมาเที่ยวบ้านก็ดีใจแล้ว ซึ่งปรากฏว่าหลังเด็ก ๆ นักศึกษากลับไป ก็เอาหมู่บ้านไปช่วยโฆษณาให้คนอื่น ๆ รู้จัก จนคนเริ่มรู้จักมากขึ้น และเริ่มมีนักท่องเที่ยวติดต่อเข้ามาว่าอยากจะมาพัก

มีนักท่องเที่ยวจากสงขลาติดต่อมาบอกว่าอยากจะมาพัก แต่เขาก็ถามว่าเขาจะมากันเยอะมาก ที่พักเราพอไหม ก็บอกไปว่าพอ มาได้เลย ทั้งที่ตอนนั้นมีแค่บ้านเราอยู่หลังเดียว พอตกปากรับคำไปแล้ว ก็กลับมานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อดี ที่สุดจึงเดินไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านที่เรามองว่าน่าจะรองรับได้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เอาด้วย ก็เลยไปขอร้องญาติ ๆ ว่าช่วยรับแขกหน่อยได้ไหม ก็ได้มา 7 หลัง แต่ก็ถูกญาติ ๆ ต่อว่ากลับมาด้วยว่า ทำไม่ได้จะรับปากทำไม ซึ่งครั้งนั้นแม้จะขลุกขลัก แต่ก็ผ่านไปด้วยดี” ทาง แม่เสงี่ยม เล่าให้ฟัง

วิถีเกษตรจุดขายท่องเที่ยว

แล้วก็พูดถึงพัฒนาการของชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นว่า 5 ปีแรกที่เราเริ่มทำ ตอนนั้นถูกคนตราหน้าเลยว่า เสงี่ยมเป็นผีบ้าไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะช่วงนั้นเราทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ สลับกันเลย ส่วนเรื่องท้อมีอยู่แล้ว เพราะเราเดินคนเดียว มันก็จะเหงา ๆ หน่อย แต่ด้วยเป้าหมายเราวางไว้ใหญ่ ที่อยากให้ชาวบ้านเขามีอยู่มีกิน และอยากให้ลูกหลานกลับคืนถิ่น เราก็เลยไม่ยอมถอดใจ แต่ฮึดสู้ทำต่อ จนผ่านไปสักราว ๆ ปี 2551 พอเพื่อนบ้านเริ่มเห็นว่าทำแบบนี้มันมีรายได้งอกเงยได้นะ ก็ค่อย ๆ มีคนสนใจขอเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย จนปัจจุบันนี้มีสมาชิกที่เข้าร่วมกับเรา 33 ราย มีบ้านพักเครือข่าย 44 หลัง มีจำนวนห้องพักราว ๆ 127 ห้อง”

กิจกรรมสร้างความสนุก

แม่เสงี่ยม ยังเล่าว่า ปัจจุบันถือว่าชุมชนเดินได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะสามารถทำให้เกิดธุรกิจต่าง ๆ ต่อเนื่องจากโฮมสเตย์ขึ้นมามากมาย ทั้งการเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการผลิตและจำหน่ายสินค้าของชุมชน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีรายได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขับรถอีแต๊ก กลุ่มทำกระเป๋าด้นมือ หรือแม้แต่กลุ่มผู้สูงอายุ และเยาวชนในหมู่บ้าน ที่มีรายได้เสริมจากการเป็นมัคคุเทศก์พาเที่ยว ซึ่งที่นี่พยายามสร้างจุดสมดุลให้ชุมชนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพยายามลดปัญหาการบุกรุกป่า โดยชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า ที่ชุมชนมีรายได้ ที่ทุกคนมีอาชีพ มีเงิน มีกินทุกวันนี้ เพราะยังมีป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ จึงทำให้นักท่องเที่ยวคนต่างถิ่นอยากเข้ามาสัมผัส ดังนั้นถ้าอยากมีรายได้ที่ยั่งยืน ก็ต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้เอาไว้

อาหารถูกใจนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ดี นอกจาก “ชุมชนเข้มแข็ง” จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “บ้านนาต้นจั่นเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวระดับอินเตอร์” แล้ว การได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็เป็นอีกคีย์เวิร์ดสำคัญ ทำให้ชุมชนรันต่อไปได้โดย แม่เสงี่ยม บอกว่า หนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาช่วยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น คือ ... หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่นอกจากจะสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ยังให้ความรู้และวิธีคิดต่าง ๆ ในการทำธุรกิจอีกด้วย เช่น การบริหารจัดการเงิน การบริหารคน รวมถึงช่วยผลักดันให้เกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้น และนอกจาก ธ.ก.ส. แล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาช่วยซัพพอร์ตชุมชน อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ทำให้ในวันนี้ เส้นทางที่เดินที่ทำในตอนนี้ ไม่ว้าเหว่เหมือนกับในช่วงเริ่มต้นอีกแล้ว …ทางประธาน ชุมชนโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น ระบุไว้

“สะพานเชื่อมทุ่ง” จุดเช็กอินยอดฮิต

ทั้งนี้ “ความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ของ ชุมชนบ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย นั้น ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” เพราะกวาดรางวัลต่าง ๆ มาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย, รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ (กินรีทองคำ) สาขาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน 3 ปี (2558 / 2564 / 2566), รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อความยั่งยืน ประจำปี 2566, รางวัลชุมชนอุดมสุขชนะเลิศระดับประเทศ ปี 2567 ของ ธ.ก.ส. และยังมีรางวัลรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี 2568 ที่คว้ามาได้อีก 3 รางวัล คือ รางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ ระดับอาเซียน, รางวัลมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย รวมถึงยังมีอีกรางวัลระดับอินเตอร์ที่เคยได้รับคือ รางวัลพาต้าโกลด์อวอร์ด (PATA Gold Awards) ระดับอาเซียน ปี ค.ศ. 2012ประเภท Heritage and Culture

รางวัลการันตีบ้านนาต้นจั่น

ตำนาน “หญิงแกร่งแห่งบ้านนาต้นจั่น” ได้กล่าวกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึงรางวัลที่ได้รับว่า ถามว่าดีใจไหม ก็ต้องดีใจ เพราะการันตีถึงมาตรฐานและการยอมรับที่ผู้คนมีต่อชุมชนท่องเที่ยวแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม “แม่เสงี่ยม” บอกว่า ถึงแม้การท่องเที่ยวของหมู่บ้านจะเติบโตขึ้น แต่ก็มีสิ่งที่ต้องบาลานซ์ไว้ให้ได้คือ… “การพัฒนาก็ว่าไป แต่อัตลักษณ์ชุมชนก็ต้องรักษาไว้ ดังนั้นบ้านนาต้นจั่นคงจะไม่ก้าวตามการพัฒนามากไปจนกระทบวิถี เพราะนอกจากเป้าหมายอย่างการช่วยให้ชาวบ้านทุกคนมีอยู่มีกิน มีศักดิ์ศรีแล้ว ก็ยังไม่ลืมหัวใจสำคัญที่ลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ นั่นคือการ…พาลูกหลานเรากลับบ้าน”.

ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.

จิ๊กซอว์สำคัญ’ ชุมชน ‘อุดมสุข’

นอกจากความเข้มแข็งของชุมชน “บ้านนาต้นจั่น” เองแล้ว ทาง “เสงี่ยม แสวงลาภ” หรือ “แม่เสงี่ยม” ประธานชุมชนโฮมสเตย์ ยังย้ำว่า ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น “พลังสำคัญ” ที่ทำให้ชุมชนกล้าเดินหน้าไปต่อ และไม่ล้มลงกลางทาง ยกตัวอย่างเช่น ... ที่แม่เสงี่ยมระบุว่า ก็เป็นหน่วยงานหลักที่ช่วยทำให้คนทั้งประเทศได้รู้จักบ้านนาต้นจั่นในฐานะเป็นหมู่บ้านด้านการท่องเที่ยว รวมถึงยังพาไปออกงาน จนทำให้หมู่บ้านได้รางวัลกลับมามากมาย

ขณะที่ ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า หลังจาก ธ.ก.ส. ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก็ได้มีการให้คำแนะนำต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมในด้านความรู้ทางธุรกิจให้กับชุมชนบ้านนาต้นจั่น เพื่อหวังจะช่วยยกระดับสู่การเป็นชุมชนท่องเที่ยวมาตรฐานระดับสากล และหวังให้บ้านนาต้นจั่นเป็นอีกศูนย์กลางการพัฒนาด้านนี้ทุกมิติ โดย บ้านนาต้นจั่นเป็นหนึ่งใน “ต้นแบบชุมชนอุดมสุข” ที่ยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ที่ดำเนินงานด้านการ “ท่องเที่ยววิถีชุมชน” มากว่า 20 ปี โดยโดดเด่นทั้งด้านโฮมสเตย์ระดับมาตรฐาน และสภาพแวดล้อม อีกทั้งมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย… “นักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือน ต่างก็กลับไปพร้อมกับความประทับใจ”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน