ทั้งนี้ ถามว่า…ลุ้นเลือกตั้ง-ลุ้นการเมืองแล้วเกี่ยวอะไรกับสุขภาพ? ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอพลิกแฟ้มข้อมูลความเกี่ยวกรณีนี้มาเตือนกันไว้อีกครั้ง ว่า…การติดตามการเลือกตั้งแบบเกาะติดใกล้ชิด การติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดเวลาแบบที่แทบไม่หยุดไม่พัก หรือพูดง่าย ๆ ว่า “อินมากเกินไป”นั้น…

ก็ควรที่จะต้อง “ระวังผลพวงพิษภัย”

จะต้อง “ระวังเกิดผลกระทบสุขภาพ”

ต้อง “ระวังป่วยโรคที่ชื่อว่าพีเอสเอส”

พลิกแฟ้มชวนดูกันอีกครั้งกับโรค“พีเอสเอส”ที่ว่านี้… ชื่อโรคดังกล่าวนี้เต็ม ๆ คือ “โพลิติคอล สเตรส ซินโดรม” หรือในภาษาอังกฤษ Political Stress Syndrome : PSS”โดยเป็นชื่อโรค หรือ “ภาวะอาการป่วยทางสุขภาพจิต” รูปแบบหนึ่ง หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่า “โรคเครียดการเมือง”ซึ่งภาวะหรือโรคแบบนี้มิใช่เรื่องที่พูด ๆ กันไปโดยมิได้มีมูลความจริง หากแต่มีจริง ๆ และในทางการแพทย์นั้นก็มีการกำหนดคำเรียก ทั้งในภาษาอังกฤษ และภาษาไทย โดยการที่ภาวะหรือโรคแบบนี้มีชื่อเรียกในภาษาไทย ที่เรียกง่าย ๆ ว่า “โรคเครียดการเมือง” นี่ก็ย่อมหมายความว่า “มีคนไทยป่วยด้วยภาวะนี้โรคนี้”

ภาวะ “โพลิติคอล สเตรส ซินโดรม”

พีเอสเอส” หรือ “โรคเครียดการเมือง”

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับ “โรคเครียดการเมือง” หรือ “พีเอสเอส” หรือภาวะ “โพลิติคอล สเตรส ซินโดรม” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มนำเสนอเน้นเตือนกันอีกครั้งในโอกาสที่ในไทยมี “ศึกเลือกตั้ง 2569” ที่เป็น “สถานการณ์ใหญ่ทางการเมือง” นั้น นี่คือ… สภาวะความเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง” การเกิด “ปฏิกิริยาของอารมณ์และจิตใจ”ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือผู้ให้ความสนใจเรื่องราวความเป็นไปในทางการเมือง แล้วเกิด “ตึงเครียดทางจิตใจ” โดย…

มีปัจจัย “จากสถานการณ์การเมือง”

ทั้งนี้ เพิ่มเติมคำอธิบายภาวะหรือโรคที่มีคำเรียกว่า “โพลิติคอล สเตรส ซินโดรม” หรือ “โรคเครียดการเมือง” ในทางวิชาการแพทย์มีการะบุไว้ว่า… สภาวะความเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง ภาวะ “พีเอสเอส” นี้สามารถทำให้ผู้ที่เกิดภาวะมีอาการได้ทั้งทางจิตใจ และรวมถึงทางกาย” อีกทั้งอาจ “ทำให้กระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น” ได้ด้วย นอกจากนี้ยังอาจต่อเนื่องถึงการเกิดความคิดคาดการณ์ที่นำสู่ความรู้สึกกังวลเหตุการณ์…จน“เกิดหวั่นวิตกมาก!!”

โดยเฉพาะ “ถ้าอินกับการเมืองเกินไป”

แม้ว่าพีเอสเอสจะไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นจากปัญหาสุขภาพจิตแต่นี่ก็เป็นปัญหาทางสุขภาพจิต!! เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติด้านจิตใจมากที่สุดในช่วงนับสิบปีมานี้ จนกลายเป็นอีกปัญหาที่สำคัญในเมืองไทย!!”…นี่เป็นการระบุไว้ในเชิงวิชาการทางการแพทย์ โดยมีการระบุไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งมาจนถึงตอนนี้ก็ยัง “น่าคิดน่าระวัง”

คำอธิบายเพิ่มเติมต่อมาที่เคยมี ก็คือ… อาการของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะ “พีเอสเอส” หรือ “โรคเครียดการเมือง” นั้น สามารถจะเกิดได้ทั้งที่เป็นอาการทางใจ และอาการทางกาย โดยที่ “อาการทางใจ” ก็เช่นสมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่าน หงุดหงิดง่าย รู้สึกโกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกเหมือนไม่มีทางออก ขณะที่ “อาการทางกาย” ที่มักแสดงออกมาก็เช่นปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงขมับ ต้นคอ แขนขา นอนไม่หลับ หลับ ๆ ตื่น ๆ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทั้งที่อยู่ในสภาพปกติ หรือหายใจไม่อิ่ม อึดอัดช่องท้อง ชาตามร่างกาย …เหล่านี้คืออาการ

นอกจากนั้นยังมี “อาการที่เกี่ยวกับสัมพันธภาพกับผู้อื่น” ซึ่งก็จะ “ต้องระวัง” คืออาจมีการโต้เถียงกับคนอื่น หรือแม้แต่กับคนใกล้ชิด คนในครอบครัวเดียวกัน โดยที่อาจจะถึงขั้นมีการใช้อารมณ์ ตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง โดยที่ “ยับยั้งตนเองไม่ได้” หรือ “พยายามจะเอาชนะ” ทางความคิด แม้แต่กับคนที่เคยมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน โดยอาการหรือพฤติกรรมแบบนี้อาจจะนำมาซึ่งปัญหาสัมพันธภาพอย่างรุนแรงหรืออาจมีความคิดที่จะตอบโต้ โดย…

คิดใช้กำลังเอาชนะ…ทำร้ายร่างกาย”

จน “เกิดเรื่องร้ายจากเครียดการเมือง”

ดังนั้น ถ้าใครมีอาการดังที่ว่ามาข้างต้นเกินสัปดาห์ ทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ซึ่ง “พีเอสเอสโรคเครียดการเมือง” นั้นหายได้เมื่อสถานการณ์ในแบบที่ผู้ที่เครียดรู้สึกไม่ชอบได้คลี่คลายไป แต่ “ทางที่ดีคือป้องกันไว้ก่อน” โดยลดความสำคัญของเรื่องการเมืองลงบ้าง หันเหความสนใจไปเรื่องอื่น ๆ บ้าง เช่น ออกกำลังกาย พักผ่อน หรือฝึกผ่อนคลาย เช่น ฝึกสมาธิ หาวิธีหรือสิ่งที่ทำให้ใจสงบ เช่น ใช้ศาสนาช่วยให้ปล่อยวาง …เหล่านี้เป็นคำแนะนำเพื่อป้องกัน-บรรเทา

เลือกตั้ง” นี่เป็น “การเมืองเรื่องใหญ่”

เรื่องนี้ “ย่อมควรต้องให้ความสำคัญ”

แต่ก็ “อย่าอินเกินจนป่วยพีเอสเอส”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์