ในช่วงเวลาที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์กำลังก้าวขึ้นสู่อำนาจ เดนนิส “ทิงค์” เบลล์ พี่ชายคนโตของพี่น้องสามคนซึ่งเติบโตในเมืองแฮร์โรว์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน สหราชอาณาจักรก็ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็นเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว
ในเอกสารรายงานข่าวของ British Antarctic Survey (BAS) องค์กรวิจัยระดับชาติของสหราชอาณาจักรที่มุ่งศึกษาและสำรวจทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) มหาสมุทรทางตอนใต้ และภูมิภาคอาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) เผยว่า เดวิด น้องชายของเขากล่าวถึงพี่ชายตัวเองว่า เดนนิส “ดูเหมือนจะสามารถลงมือหยิบจับทำอะไรก็ได้ ตั้งแต่การซ่อมเครื่องยนต์ในรถ ไปจนถึงการถ่ายภาพรวมถึงการล้างฟิล์มด้วยตัวเอง”
หลังจากเรียนจบ เบลล์ทำงานกองทัพอากาศหลวงเพื่อรับใช้ชาติ แต่พอถึงปี 2501 เขาตัดสินใจออกผจญภัยร่วมกับ Falkland Islands Dependencies Survey (FIDS) ซึ่งเป็นองค์กรต้นกำเนิดของ British Antarctic Survey ในปัจจุบัน ภารกิจของเขาในฐานะหนึ่งในชายหกคนที่ประจำการ ณ อ่าวแอดมิรัลตี บนเกาะคิงจอร์จ ใกล้ทวีปแอนตาร์กติกา ถูกกำหนดไว้ให้กินเวลาเพียงสองปีเท่านั้น
แต่นั่นกลับเป็นการผจญภัยที่เขาจะไม่มีวันได้กลับมา

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2502 เบลล์วัย 25 ปี และชายอีกสามคนออกเดินทางพร้อมสุนัขลากเลื่อนเพื่อปีนธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้เคียงและทำการสำรวจ เบลล์และนักสำรวจชื่อ เจฟฟ์ สโตกส์ เดินนำหน้าอีกสองคนไปจนถึงบริเวณที่เป็นรอยแยกน้ำแข็งซึ่งปกคลุมด้วยหิมะที่อ่อนตัว ทำให้สุนัขที่อ่อนล้าแสดงท่าทางไม่ยินยอมข้ามไป
“เพื่อเป็นการกระตุ้นพวกมัน เบลล์จึงเดินนำหน้าไปเพื่อเร่งให้พวกมันตามมา” BAS สรุปในรายงานข่าว “…แต่น่าสลดใจที่เขาไม่ได้สวมรองเท้าสกี ทันใดนั้นเขาก็หายวับไป ทิ้งไว้เพียงรูโหว่บนแผงหิมะตรงรอยแยกที่เขาตกลงไป”

ความพยายามที่จะช่วยเหลือเบลล์ได้นั้นถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ‘Of Ice and Men’ โดยบรรยายไว้ว่า
“เมื่อชะโงกมองลงไปในส่วนลึก สโตกส์ตะโกนเรียกซ้ำๆ และรู้สึกโล่งใจอย่างมากเมื่อมีเสียงตอบกลับมา เขาหย่อนเชือกลงไปเกือบหนึ่งร้อยฟุตและบอกให้เบลล์ผูกตัวติดไว้ เนื่องจากเขาไม่สามารถดึงน้ำหนักของเบลล์ขึ้นมาเองได้ เขาจึงนำปลายเชือกอีกด้านไปพ่วงกับทีมสุนัขซึ่งเริ่มออกแรงรับน้ำหนักและลากเชือก ตอนนี้ทุกอย่างดูง่ายและเป็นไปด้วยดี แต่เบลล์กลับผูกเชือกไว้กับเข็มขัดแทนที่จะพันรอบตัว อาจเป็นเพราะมุมที่เขานอนอยู่ในรอยแยก เมื่อเขามาถึงด้านบน ร่างของเขาไปติดขัดกับขอบปากหลุม เข็มขัดเกิดขาด และเขาก็ร่วงหล่นลงไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียงตอบรับต่อการเรียกของสโตกส์อีกเลย มันเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสลดใจอย่างยิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย และนั่นทำให้ยิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าแบบทวีคูณ”
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2568 บุคลากรจากสถานีแอนตาร์กติกเฮนริก อาร์คตอฟสกีของโปแลนด์ บังเอิญพบเศษซากร่างมนุษย์ในธารน้ำแข็งอีโคโลจีบนเกาะคิงจอร์จ พวกเขานำชิ้นส่วนบางส่วนกลับไปยังฐาน และตัดสินใจว่าจำเป็นต้องสำรวจให้จริงจังมากขึ้น
ดังนั้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ทีมงานขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงนักโบราณคดี นักธรณีสัณฐานวิทยา นักมานุษยวิทยา และนักธารน้ำแข็งวิทยา ได้เดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวและกู้คืนซากร่างส่วนที่เหลือ พวกเขายังพบสิ่งของส่วนตัวของเบลล์มากกว่า 200 รายการ ซึ่งรวมถึงเศษซากอุปกรณ์วิทยุ ไฟฉาย ไม้สกี นาฬิกาข้อมือยี่ห้อแอร์เกลที่สลักชื่อไว้ มีดสวีเดนยี่ห้อโมรา และก้านไปป์ที่ทำจากยางสังเคราะห์อีโบไนต์
เรือวิจัยหลวงเซอร์ เดวิด แอทเทนเบอโรห์ ของ BAS รับหน้าที่ขนย้ายซากร่างดังกล่าวมาให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพตรวจสอบ ซึ่งจากนั้นได้ส่งต่อไปยัง เดนิส ไซนเดอร์คอมบ์ คอร์ต ศาสตราจารย์ด้านนิติพันธุศาสตร์ที่ King’s College London เพื่อตรวจสอบข้อมูลดีเอ็นเอ ซึ่งหลังจากที่นำไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างดีเอ็นเอจากพี่น้องของเดนนิส ผลปรากฏว่ามีโอกาสสัมพันธ์กันทางสายเลือดมากกว่า “หนึ่งพันล้านเท่า”

“เมื่อผมและพี่สาว วาเลอรี ได้รับแจ้งว่ามีคนพบ เดนนิส พี่ชายของเราหลังจากผ่านไป 66 ปี พวกเราตกใจและอัศจรรย์ใจมาก” เดวิดกล่าว “British Antarctic Survey และ British Antarctic Monument Trust ให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม และเมื่อผนวกกับความละเอียดอ่อนของทีมงานชาวโปแลนด์ในการพาเขากลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราทำใจยอมรับกับการสูญเสียพี่ชายผู้ปราดเปรื่องของเราได้”
แม้ว่าจะเป็นหน้าที่ของครอบครัวในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับร่างที่เหลือของเดนนิส เบลล์ แต่ชื่อของนักอุตุนิยมวิทยาผู้กล้าหาญคนนี้ก็ได้ถูกจารึกไว้บนเกาะคิงจอร์จ โดยมีการตั้งชื่อแหลม ‘เบลล์ พอยต์’ ตามชื่อของเขา ที่พิกัด 62° 06′ 41” S 58° 51′ 56” W
ที่มา : popularmechanics.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, British Antarctic Survey



