ทั้งนี้ กับเพลงของทาง สตง. นั่นก็ว่ากันไป ส่วนในภาพรวมว่าด้วย “เพลงกับการสื่อสาร” เรื่องนี้ก็เป็นหัวข้อที่ในทางวิชาการให้ความสนใจ โดยเรื่องนี้ก็ได้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ “คุณสมบัติ–ปัจจัยสำคัญ”ว่า… การที่จะทำให้เพลงใดเพลงหนึ่งเป็น “เพลงฮิตติดหู” นั้น “จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบเช่นไร??”…
จะ “ต้องเช่นไรจึงจะเป็นเพลงฮิต?”…
ต้อง “ทำอย่างไรจึงจะเป็นเพลงติดหู?”
เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล… เป็นข้อมูลจากบทความชื่อ “การสื่อสารเพลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์สู่สภาวะเพลงติดหู” โดย กรวิชญ์ ไทยฉาย และ ชวพร ธรรมนิตยกุล ที่ตีพิมพ์ไว้ใน วารสารมนุษยศาสตร์วิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉบับที่ 2 ก.ค.-ธ.ค. 2567 ซึ่งข้อมูลในบทความเป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์หัวข้อ “มิติด้านความสำเร็จของการสร้างสรรค์เพลงฮิตติดหูสู่สภาวะ Earworms” โดยทางผู้จัดทำระบุไว้ว่าเพื่อ…
ศึกษา “วิธีสื่อสารของเพลงที่ติดหู”
วิเคราะห์ “ปัจจัยที่ทำให้เพลงติดหู”
ในบทความดังกล่าว… กรวิชญ์ และชวพร ผู้วิจัย ระบุไว้ว่า… เสียงเพลงและเสียงร้องเกิดขึ้นพร้อมกับมนุษย์ วิถีชีวิตมนุษย์จึงผูกพันกับดนตรีเสมอ โดยเพลงและดนตรีมีหน้าที่ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากยุคปัจจุบันการสื่อสารไร้ขอบเขต เพลงและดนตรียิ่งเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น เพื่อช่วยกระตุ้นความรู้สึกเชิงพาณิชย์ หรือช่วยให้เกิดการปลุกเร้าอารมณ์ที่เหมาะสม หรือ มีอิทธิพลช่วยให้เกิดความชื่นชอบต่อตัวสารที่ต้องการสื่อความหมาย ผ่านดนตรีหรือ “เพลง” ด้วยเหตุนี้เพลงจึงเป็น“สื่อรูปแบบหนึ่ง”ที่มักนิยมใช้งานเพื่อ“สื่อสารข้อความ หรือสื่อความหมาย”

อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าทุกเพลงจะเป็น “เพลงฮิตติดหู” ได้ โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารไร้ขอบเขตเช่นในยุคปัจจุบันนี้ แต่ก็ มีกระบวนการที่สามารถทำให้เพลงใดเพลงหนึ่งประสบความสำเร็จได้รับความสนใจ หรือทำให้เป็นเพลงติดหูโดยกระบวนการที่ว่านี้ถูกเรียกชื่อว่า “Earworms” ที่เป็นการได้ยินเนื้อเพลงหรือนึกถึงเนื้อเพลงนั้นซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านจิตใจ แม้จะไม่ได้เล่นเพลงนั้น แต่กลับได้ยินเพลงในหัว ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้เป็นอาการป่วยแต่อย่างใด…
นี่เป็นคำอธิบายเบื้องต้น “Earworms”
หนึ่งใน “ปัจจัยที่ทำให้เกิดเพลงติดหู”
ถามว่า… “องค์ประกอบใดที่จะทำให้เกิดเป็นเพลงฮิตติดหูได้?” กับคำถามนี้ผู้วิจัยได้เผยผลศึกษาที่พบจากการวิเคราะห์ตัวอย่างเพลงติดหู 10 บทเพลง โดยพบปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด “Earworms” ในมิติต่าง ๆ ตามหัวข้อดังต่อไปนี้…
“ด้านเนื้อเพลง” เพลงที่ฮิตติดหูนั้นมักจะมีคุณสมบัติสำคัญ เช่น มักมีการใช้คำซ้ำ ที่สามารถออกเสียงซ้ำคำเดิมให้ต่อเนื่องกัน, มีการใช้คำคล้องจอง หรือเรียกอีกอย่างว่า “คำสัมผัส” ซึ่งเป็นคำที่ใช้สระหรือพยัญชนะเสียงเดียวกัน หรือถ้ามีตัวสะกดก็ต้องสะกดในมาตราเดียวกัน แต่มีเสียงวรรณยุกต์ที่ต่างกันได้, เล่นเสียงพยัญชนะและสระ โดยการเลือกสรรคำให้มีเสียงสัมผัสเป็นพิเศษกว่าปกติ เพื่อให้เกิดทำนองที่น่าฟัง …นี่เป็น “จุดเด่น” จากมิติ “เนื้อเพลง” ที่พบบ่อย ๆ ในเพลงติดหู
“ด้านทำนอง” พบรูปแบบและองค์ประกอบทำให้เป็นเพลงฮิตติดหู เช่น มักจะมีการใช้ทำนองซ้ำ ที่เป็นวิธีการใช้ทำนองชิดติดกันเพื่อสร้างความสมดุลให้เพลง อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยให้เกิดการจดจำได้ดียิ่งขึ้น โดยตัวอย่างมิวสิกวิดีโอที่นำมาวิเคราะห์ ทุก ๆ เพลงใช้เทคนิคนี้, มีการใช้วลีซ้ำ เช่น เป็นการซ้ำทำนองเดิม แต่ต่างห้องกัน หรืออาจจะใช้คนละเนื้อร้อง ซึ่งเป็นเทคนิคของการสร้างการจดจำรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้คนที่ฟังจดจำเนื้อเพลงได้ หรือทำให้จำชื่อเพลงได้ง่ายขึ้น
“ด้านเนื้อหามิวสิกวิดีโอ” พบจุดคล้ายกันในเพลงและมิวสิกวิดีโอที่ฮิตและติดหู กล่าวคือ… มักจะเป็นรูปแบบการแสดงเป็นหลักในมิวสิกวิดีโอที่เป็นเพลงฮิตนั้น มักจะมีรูปแบบการแสดงเป็นหลัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้รับสารชื่นชอบและเต้นตาม (Cover Dance) รวมไปถึงทำให้เกิดการชมมิวสิกวิดีโอและรับฟังเพลงนั้นซ้ำ ๆ อีกด้วย …ทั้งนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็น “ปัจจัยเด่น–องค์ประกอบสำคัญ” ที่มีส่วนสำคัญทำให้เกิด “Earworms” ที่มีผลช่วยทำให้เกิดเป็น “เพลงฮิตติดหู” ของผู้คนทั่วไป…
“เพลงสามารถกระตุ้นความรู้สึกได้ และสร้างอารมณ์ให้เกิดความต้องการ หรือใช้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นกับผู้คนได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลบวกทางอารมณ์” …นี่เป็น “อิทธิพลของเพลง” ที่บทความดังกล่าวสะท้อนไว้ ซึ่งชี้ว่า “เพลง” ก็มีประโยชน์ในแง่การสื่อสาร เพราะ “ช่วยให้คนฟังเข้าใจสารที่ต้องการสื่อ” อย่างไรก็ตาม แต่กับการ “สื่อสารผ่านเพลง” นี่ก็มิใช่ว่าทุก ๆ คนทำแล้วจะประสบความสำเร็จ ซึ่งเรื่องนี้เป็น “ศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง”
“ทำไม่ถึง” ไม่เพียง “เพลงจะไม่ติดหู”
ยังมีโอกาส “บ้ง” คนฟังไม่เข้าใจสาร
ซ้ำยัง “ถูกทำเป็นมีมขำ ๆ” ได้ด้วย!!.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



