จากอดีตไทยเคยถูกจับตามองว่าจะเป็น เสือตัวที่ 5  มีอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่อง ตามหลังเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฯลฯ เคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของ นักลงทุนทั่วโลก ที่มองหาโอกาสในดินแดนสยามเมืองยิ้มแห่งนี้  แต่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง แถมติดหล่มหมุนวงอยู่ตามกงล้อเดิม ๆ

จนเกิดรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า อ้างทำเพื่อปฏิรูปประเทศ ได้คุมอำนาจบริหารประเทศเกือบทศวรรษ ไม่รู้ปฏิรูปกันแบบไหน จากเคยถูกจับตามอง เสือตัวที่ 5 ตอนนี้กำลังจะเป็น “เสือป่วย” ในอาเซียน

อาการป่วยไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ติดอยู่ในกับดัก ผลผลิตต่ำแต่ค่าแรงเริ่มแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน อีกทั้งขาดแคลนแรงงานวัยหนุ่มสาวจะมาขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ ๆ ในขณะที่เพื่อนอาเซียนอย่าง เวียดนาม แทบไม่เคยได้ยินข่าวคราวปัญหาขัดแย้งการเมืองพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มขยับมาเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีระดับโลก แม้กระทั่ง อินโดนีเซีย ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง EV

ต้นเดือน ก.พ.69 มีอีกสิ่งที่ตอกย้ำค่อนข้างชัดอีกด้าน คือ ข้อมูลจาก องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ประกาศดัชนีการรับรู้การทุจริตในภาครัฐ (CPI) ปี 2025 จะว่าไปแล้วก็เปรียบเสมือนใบตรวจสุขภาพด้านความโปร่งใส ผลออกมา ไทยได้ 33 คะแนน จากเต็ม 100 (อันดับที่ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ)

เมื่อโฟกัสดูแค่อาเซียน ไทยร่วงจากปี 2024 ไป 1 อันดับ ตกลงไปอยู่อันดับ 8 จาก 11 ประเทศ คะแนนแพ้ เวียดนาม-อินโดนีเซีย-สปป.ลาว ยังดีอยู่เหนือ 3 ชาติ ฟิลิปปินส์-กัมพูชา-เมียนมา เป็นการสะท้อนระบบภูมิคุ้มกันการทุจริตกำลังล้มเหลว วัดจากมาตราส่วนตั้งแต่ 0 (ทุจริตสูงมาก) ถึง 100 (ไม่พบการทุจริต) หากยังปล่อยปัญหาโดยไม่รีบหาหนทางแก้ อนาคตก็จะกลายเป็น ต้นทุนแฝง ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติส่ายหน้าเพราะขาดความเชื่อมั่น

ในจังหวะที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหญ่มา 2 สัปดาห์เศษ พรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 กำลังรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองต่าง ๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จโดยเร็ว เพราะยังมี มรสุมสารพัดปัญหา รออยู่ข้างหน้า ทั้งปัญหาด้านความมั่นคง มีทั้งเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา, ภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง ฯลฯ 

โจทย์ท้าทาย หากจะสร้างมิติใหม่ ตามความหวังของประชาชน อยากเห็น “รัฐมนตรีมืออาชีพ” มีความรู้ความสามารถประสบการณ์แท้จริง มาร่วมขับเคลื่อนดูแลกระทรวงสำคัญ ๆ เพื่อเร่งแก้ปัญหาประเทศที่ความโปร่งใสลดลงเช่นนี้ คงไม่ใช่แค่การประกาศนโยบายที่สวยหรู แต่อยู่ที่การจัดสรรคนให้ตรงกับงาน ก้าวข้ามระบบโควตาการเมือง ต้องกล้าพอที่จะปฏิเสธ การแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรี ตามจำนวน สส.  เปลี่ยนมาเป็นการสรรหา “มืออาชีพ” เริ่มจากตัวรัฐมนตรีเองที่ต้องมีความสะอาดและตรวจสอบได้  มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นจริง ๆ

ยิ่งนายกฯ ยืนยัน ไทยไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) คนที่พูดเรื่องนี้อาจจะมีอคติบางอย่าง!! จึงเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญ ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่กล้าเปลี่ยน ยึดติดรูปแบบการเมืองแบบเดิม ๆ มุ่งเน้นผลประโยชน์ โควตาของขั้วการเมือง พรรคพวก หรือบ้านใหญ่ ได้มานั่งเป็น เจ้ากระทรวง มากกว่าดูความสามารถแท้จริง เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติ

คงต้องยอมรับสถานะ “เสือป่วย” แห่งอาเซียน ไม่ต้องมองไปไกลถึงระดับเอเชียแล้ว ที่สำคัญอันดับความโปร่งใส ยังไม่รู้จะร่วงต่ำไปมากกว่านี้อีกหรือไม่!!.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่