ทั้งนี้ กับการ “ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานราก” นั้น ก็มี โมเดลตัวอย่าง”จาก พื้นที่ จ.นครพนม ที่สามารถ“พลิกฟื้นปากท้องคนในพื้นที่ได้ด้วยใบตอง”ซึ่งน่าพิจารณา…

ในพื้นที่นี้ “รวมกลุ่มผู้ผลิตใบตอง”

ที่นี่ “เปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อใบตอง”

โดย “มองเป็นใบเงินช่วยเพิ่มรายได้”

กรณีศึกษา” ดังกล่าวนี้ เป็นกรณี วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ จ.นครพนม โดยการสนับสนุนช่วยเหลือจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ซึ่งทาง ปวีณา อ้วนจี ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนนี้ บอกเล่าไว้ว่า… จ.นครพนม มีอาหารขึ้นชื่ออย่าง หมูยอ แหนม และกะละแม นอกจากนี้ ด้วยผู้คนมีความศรัทธาผูกโยงองค์พญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญริมฝั่งโขง ทำให้อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูงมากคือ บายศรี ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ต้อง ใช้ “ใบตอง” ปริมาณมาก โดยในแต่ละเดือนมีความต้องการใช้ใบตองสูงถึง 7 ล้านแผ่น

นครพนม “ใบตองก็เป็นตัวแปรสำคัญ”

ในการ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก”

อย่างไรก็ตาม “ใบตอง” หรือ “ใบกล้วย” ที่ใช้ใน จ.นครพนม นั้น ที่ผ่าน ๆ มาส่วนใหญ่ ต้องนำเข้ามาจากจังหวัดใกล้เคียงในปริมาณสูงถึงสัปดาห์ละหลายตัน เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ เม็ดเงินไหลออกนอกพื้นที่ ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งจากสถานการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดเป็น “ธุรกิจรวบรวมใบตอง” ในพื้นที่ จ.นครพนม ขึ้นมา…

แต่ก่อนเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับใบตองมากนัก จนมีโอกาสสำรวจตลาดใบตองอย่างจริงจัง จึงพบว่าใบตองไม่ใช่เพียงเศษวัสดุการเกษตรที่ไร้ประโยชน์ แต่คือใบเงิน ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้จริง ๆ จึงมีแนวคิดทำฝายชะลอเงินเกิดขึ้น เพื่อกั้นไม่ให้เงินไหลออกนอกจังหวัด แต่ให้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่” …ตัวแทนกลุ่มระบุ

หลังพบ “คีย์เวิร์ด” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านให้ดีขึ้น… ปวีณา ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านสุขเจริญ บอกเล่าไว้ว่า… ก็เริ่มจากแนะนำให้ชุมชนปลูกกล้วยและรวบรวม “ใบตอง” เพื่อใช้กันเองก่อน และต่อมาก็เริ่มขยายเป็นธุรกิจในฐานะ “ผู้รวบรวมใบตอง” เต็มตัว ส่งผลให้จากเดิมที่มูลค่าการซื้อขายใบตองในพื้นที่มีไม่ถึง 1,000 บาทต่อเดือน แต่มาถึงปัจจุบันใบตองสดที่ถูกส่งออกไปขายวันละ 200 กิโลกรัม สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้ราว 30,000 บาทต่อเดือน โดยเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยเพื่อขายใบตองจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 8,000-9,000 บาท

บางคนใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงหลังเสร็จงานประจำมาตัดใบตองขายเป็นรายได้เสริมวันละประมาณ 300 บาท ส่วนผู้รวบรวมมีกำไรประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน เฉพาะจากการรวมรวมใบตองสด”...นี่เป็น“รายได้ที่เพิ่มขึ้น”

ที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้ “เพราะใบตอง”

อย่างไรก็ดี ตัวแทนกลุ่มรวบรวมใบตองระบุไว้ว่า… ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการทำเพียงลำพัง แต่เกิดจากทุกคนช่วยกันทำ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือเพิ่มคุณภาพการผลิตเพิ่มรายได้ซึ่งหลังจากตั้ง “วิสาหกิจชุมชนรวบรวมสินค้าทางการเกษตรบ้านสุขเจริญ” แล้ว ก็ได้มีการยกระดับการทำงาน จากต่างคนต่างทำ มาเป็นการวางแผนและวิเคราะห์ตลาด ด้วยการเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดผู้ใช้ โดยสร้างความเชื่อมั่นและคุณภาพผลผลิต เช่น สร้างมาตรฐานสินค้าผ่านการคัดแยกเกรดตามการใช้งาน เพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ใบตองกล้วยตานีเกรด A ใช้ทำบายศรี ขายได้ก้านละ 8-10 บาท ส่วนใบตองกล้วยน้ำว้า เกรด B ใช้ห่อหมูยอ ขายได้ก้านละ 3-4 บาท ขณะที่ใบตองเกรด C ใช้ห่อทำแหนม ขายได้ก้านละ 3 บาท

วิธีนี้ “ได้ราคาดีกว่าวิธีขายเหมาสวน”

อีกทั้ง “ผู้ใช้ใบตองก็ได้ตามที่ต้องการ”

ทั้งนี้… ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของคน คือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเงิน” …ทาง ปวีณา ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านสุขเจริญ จ.นครพนมสะท้อนไว้ พร้อมทั้งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชนไว้ว่า… นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ชาวบ้านยังหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเงินและเก็บออมเพื่ออนาคตมากขึ้น ซึ่งกลุ่มมีการจัดสรรเงินออมกลุ่มให้เป็นแหล่งทุนหมุนเวียนที่พึ่งพาได้สำหรับสมาชิก และยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าทรัพยากรท้องถิ่นจากการที่ได้รู้ว่า “ใบตอง” เปลี่ยนเป็นมูลค่าที่จับต้องได้ หลายครัวเรือนขยายการปลูกจาก 2-3 ต้นสู่การปลูกเชิงพาณิชย์ เป็นอาชีพหลัก

จากแนวคิดนี้ทำให้ต้นกล้วยในชุมชนเปรียบเสมือนเป็นตู้ ATM หน้าบ้าน ที่สามารถเดินไปตัดใบตองมาส่งให้ผู้รวบรวมแลกเป็นเงินสดได้ทันทีเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน” …เป็นความสำเร็จของการ “ปลูกกล้วยขายใบตอง”

มองมุมใหม่” เปลี่ยนชีวิตเพิ่มรายได้

นี่ก็เป็น “อีกกรณีศึกษาชุมชนเกษตร”

ที่ “สร้างเศรษฐกิจชุมชนได้น่าสนใจ”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์