ทั้งนี้ ว่าด้วยเรื่อง “มีม”ที่มักจะ“โยงการเมือง”หรือ “โยงกระแสสังคม”นั้น “มีแง่มุมน่าสนใจ” โดยที่ “มีมยุคโซเชียล” ในไทยระยะหลัง ๆ มัก “ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางสังคม” บ่อย ๆ…

มักถูกนำมาใช้ “เพื่อสื่ออารมณ์คน”

ถูกใช้ “เพื่อสื่อสารระบายความรู้สึก”

ด้วยความที่ “มีม” ได้ถูกใช้เป็น “เครื่องมือภาพสะท้อน” ปฏิกิริยาและอารมณ์ของผู้คน กับสังคมไทยในช่วงหลายปีมานี้ ก็ทำให้ทางวิชาการเองก็ให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้ด้วย โดยสำหรับคำว่า “มีม” นั้น ทาง สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ก็ได้ให้ความหมายไว้ ประมาณว่า… หมายถึงความคิด ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวรรคทองต่าง ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำมาเลียนแบบ ดัดแปลง สร้างเสริม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง โดยอาจเป็นแนวตลกในลักษณะของข้อความ การ์ตูน สัญลักษณ์ คลิปวิดีทัศน์ แอนิเมชัน…นี่เป็นโดยสังเขป “คำจำกัดความ” เกี่ยวกับ “มีม”

ที่ “ปรากฏมากในสังคมไทยยุคใหม่”

ขณะที่ “มีม” ใน “มิติทางการเมือง” หรือ “มีมการเมือง” นั้น ในทางวิชาการก็ให้ความสนใจด้วยเช่นกัน โดยได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ “มีมการเมือง” หลังจากเครื่องมือนี้เริ่มแพร่หลายเป็นที่รู้จักของสังคมไทยมาตั้งแต่ราว ๆ ปี 2562 ซึ่งคือปีที่ในไทยก็มีการเลือกตั้ง ส.ส. โดยในตอนนั้นก็ถูกใช้เป็น “เครื่องมือภาพสะท้อนการล้อเลียน” ทั้งนี้ คันธพร สาลี ในฐานะนักศึกษา หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็ได้ให้ความสนใจและได้มีการศึกษาค้นคว้าไว้เมื่อปี 2564 เกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์มีม”ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของปี 2562

การศึกษาดังกล่าว ได้มีการสะท้อนไว้ผ่านรายงานที่มีชื่อว่า “Meme : ภาพสะท้อนการล้อเลียนผ่านปรากฏการณ์ทางการเมืองในสังคมไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 – พ.ศ. 2564” ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลจากงานศึกษาวิจัยชิ้นนี้โดยสังเขป ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวทางผู้จัดทำได้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ว่า… ปรากฏการณ์ “มีมการเมือง” เกิดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในขณะที่ “ประเด็นทางการเมือง”ต่าง ๆ กำลัง “เป็นกระแส”ณ ตอนนั้น และ “ได้รับความสนใจจากสังคม” ซึ่งมักจะ “ถูกนำมาสร้างเป็นมีม” เพื่อให้เท่าทันเหตุการณ์…

กับ “มีมการเมือง” ในรายงานจากการศึกษาวิจัยฉบับดังกล่าวซึ่งจัดทำโดย คันธพร สาลี ยังได้สะท้อนถึง “ความสำคัญ” ของมีมไว้ว่า… เป็นการซ่อนความตรงไปตรงมาของการเสนอความคิดทางการเมืองโดยที่มีมนั้นจะมีหน้าที่สำคัญคือการ ทำให้เกิดความรู้สึกหรือปฏิกิริยาทางการเมือง เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจประเด็นการเมืองที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อ โดยอาจมีรูปภาพทางการเมือง หรือรูปภาพอื่น ๆ ที่นำมาใช้กล่าวถึงเรื่องราวทางการเมือง และอาจมีคำบรรยายให้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งถ้า “มีมเป็นไวรัล” ขึ้นมา ก็อาจ “ปลูกฝังความรู้สึกและบรรทัดฐานให้สังคม” ได้

ส่วนการเติบโตแพร่หลายของ “มีมการเมือง” ในสังคมไทย ในรายงานมีการวิเคราะห์ไว้ว่า… การใช้มีมการเมืองเริ่มเติบโตและเป็นที่นิยมพร้อม ๆ กับการเติบโตอย่างแพร่หลายของการใช้ “สื่อสังคมออนไลน์” เนื่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตสามารถช่วยให้ผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อมูลได้รวดเร็วมากกว่าในอดีต ส่งผลให้ มีม “ถูกใช้ส่งต่อแนวคิด” ได้ง่าย และทำให้มีมสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง หรือเผยแพร่แนวคิดทางการเมือง ได้เป็นอย่างดี …นี่เป็น “จุดเด่นของมีม”

รูปแบบการนำเสนอ “มีมการเมือง” นั้น ได้มีการระบุไว้ว่า… มักจะมีการนำเสนอผ่านรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหลัก ๆ ได้แก่… การใช้ภาพทางการเมือง” ที่มักจะ ใช้ภาพบุคคลมากที่สุด เพื่อต้องการให้เห็นภาพสถานการณ์จริง โดยจะเน้นการแสดงออกของบุคคลนั้น ๆ อาทิ ลักษณะกายภาพ ท่าทาง สีหน้า อารมณ์ ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในมีม, การใช้ภาพร่วมกับข้อความ”เพื่อจะให้เข้าใจสิ่งที่มีมต้องการจะสื่อ โดยให้ผู้ดูตีความหมายได้อย่างชัดเจน มากกว่าจะมองเพียงแค่ภาพ, การใช้ภาพทั่วไปร่วมกับข้อความทางการเมือง”นี่ก็เป็นอีกรูปแบบมีมการเมืองที่มีการสะท้อนต่อสังคม ซึ่งอาจใช้ภาพบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางการเมือง แต่จะใช้ข้อความบรรยายเพื่อต้องการที่จะสื่อถึงเรื่องราวทางการเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อ…

มุ่งเน้นให้ “มีม” ดู “มีอรรถรส” มากขึ้น

ทั้งนี้ คันธพร สาลี สรุปทิ้งท้ายไว้ในรายงาน Meme : ภาพสะท้อนการล้อเลียนผ่านปรากฏการณ์ทางการเมืองในสังคมไทยฯ” ไว้ด้วยว่า… กระบวนการสร้าง “มีมการเมือง” มักขึ้นอยู่กับประเด็นการเมืองเป็นหลัก โดยนำภาพเหตุการณ์มาสื่อเรื่องราวผ่านข้อความบรรยายภาพในเชิง “ล้อเลียนเสียดสี” เสมือนเป็นการสร้างความหมายใหม่ โดยเน้น “สร้างอารมณ์ขัน กลบเกลื่อนความหมายแฝง”แต่ก็ทำให้ผู้รับสารรับรู้เรื่องราวนั้นได้รวดเร็ว ดังนั้น “มีมการเมือง” ถือเป็นอีก “ช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้ทางการเมือง”ทั้งยัง“สะท้อนอุดมการณ์”และ “ระบายอารมณ์” ที่เกิดขึ้น…

เหล่านี้คือ “แง่มุมน่าสนใจ” ของ “มีม”

ที่มัก “โยงสังคมร้อนการเมืองแรง”

โดย “มีนัยแฝงมากกว่าชวนขำ??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์