การเมืองไทยกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลสส.แบบแบ่งเขตแล้ว 396 เขต และเตรียมประกาศรับรองผลสส.บัญชีรายชื่ออีก 100 คนในสัปดาห์หน้า

กางไทม์ไลน์ต่อจากนี้ หากกกต.รับรอง สส.ได้ถึง 95 % มีสส.อย่างน้อย 475 คน จาก 500 คน ขอเปิดประชุมสภาฯนัดแรกภายใน 15วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา121 เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะได้นัดวันเลือกนายกรัฐมนตรี

คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มี.ค.นี้ จะเข้าสู่การตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามมาด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เริ่มเดินหน้าทำงานก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.69 

ทำให้ขณะนี้มีโผการจัดตั้ง“รัฐบาลสีน้ำเงิน” เป็นไปอย่างคึกคัก โผถูกปล่อยออกมารัวๆสะท้อนเกมอำนาจวงใน

ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยืนยันถึงการตั้งรัฐบาล“อนุทิน 2” ยังไม่มีการเปิดดีลจึงยังไม่ปิดดีล เพราะยังไม่ได้พูดกับใครพรรคไหนทั้งนั้นและขอย้ำว่า “ครม.สีน้ำเงิน” “ต้องตรวจสอบคุณสมบัติรมต.เข้มกว่าเดิม โดยวางหลักตั้ง ‘ครม.ใหม่’ ยึดตามแนวบรรทัดฐานจากศาลรัฐธรรมนูญที่วางไว้“ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-ไร้มลทิน ไม่ขัดผลประโยชน์ชาติ –ไม่คิดทรยศ”

ตามโผครม.ที่ว่อนไปทั่ว และยังไม่สะเด็ดน้ำ“พรรคภูมิใจไทย” กำหนดไว้ 10 ต่อ 1 คือ มีสส.10 คน ได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ  สส.5-6 คน ได้ เก้าอี้รัฐมนตรีช่วย  1

มานับเสียงพรรคร่วมรัฐบาล ขณะนี้มีในมือแล้ว 292 เสียง โดยภูมิใจไทยมี 192 เสียง รวมกับ 14 พรรคการเมืองได้แก่ เพื่อไทย 75 เสียง  ประชาชาติ 5 เสียง พลังประชารัฐ 5 เสียง  เศรษฐกิจ 3 เสียง เพื่อชาติไทย  2 เสียง ไทยสร้างไทย  2 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง รวมใจไทย 1 เสียง ไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง รวมพลังประชาชน 1 เสียง มิติใหม่ 1 เสียง ประชาธิปไตยใหม่  1 เสียง  ทางเลือกใหม่  1 เสียง โอกาสใหม่  1 เสียง 

พรรคภูมิใจไทย ที่มีสส. 192 เสียง จะคุมด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง ใน 19  ตำแหน่ง ซึ่งรัฐมนตรีส่วนใหญ่จะเป็นคนเดิมที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นเคาะกันที่วันประชุมใหญ่พรรคภูมิใจไทย 8-9 มี.ค.ที่ จ.บุรีรัมย์

ส่วนพรรคเพื่อไทย  75 เสียงได้โควตา 8 ที่นั่ง 4 รมว. และ 4 รมช.คาดว่าจะได้ รมว.เกษตรและสหกรณ์  รมว.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม รมว.ศึกษาธิการ  รมว.แรงงาน   ส่วนอีก 3 เก้าอี้ที่เหลือ จะเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กๆ ที่เหลือ เป็นต้น

หลังที่พรรคภูมิใจไทย ย้ำชัด คนที่จะเข้ามาร่วมครม. “ต้องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-ไร้มลทิน”ทำให้มีข่าวลือสะพัด “รัฐบาลสีน้ำเงิน”ตีกลับ 3 รายชื่อพรรคเพื่อไทย คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ   สมศักดิ์ เทพสุทิน ประเสริฐ จันทรรวงทอง พร้อมขอให้ ส่งชื่อ“ คนรุ่นใหม่” เข้ามาแทน

ซึ่งเป็นโจทย์ของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เตรียมแผนถ่ายเลือดเก่าเอาคนรุ่นใหม่ เข้ามาแทน เพื่อปั้นคนรุ่นใหม่เลือดสีน้ำเงินที่สร้างกลุ่มนิวเจนของพรรคไว้รอก่อนหน้าแล้ว งานนี้ก็เป็นการเขย่าคนในพรรคเพื่อไทยไม่น้อยเช่นกัน

ถึงแม้การจัดวางตำแหน่งใน ค่ายเซาะกราว ของ“พรรคภูมิใจไทย” ยังไม่นิ่ง เพราะมีทั้งคนสายตรง ครูใหญ่ เนวิน – อนุทิน นอกจากนี้ยังมีสายบ้านใหญ่ที่ไปรวบรวมมาก่อนเลือกตั้ง

ต้องจับตาดูว่าการบริหารอำนาจในรัฐบาลสีนำเงินจะเป็นอย่างไร หน้าตาออกมาเป็นความหวังให้กับประชาชนคนไทยได้จริงหรือไม่

และในระหว่างวันที่ 8-9 มี.ค.นี้  พรรคภูมิใจไทย จัดสัมมนา 192  สส.ครั้งแรก ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ พูดคุยถึงมติการร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการและเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรค และต้องลุ้นว่า 58 เสียง“พรรคกล้าธรรม” ของ  ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะถูกเคาะอย่างไร จะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ 

อีกไม่นานประเทศไทยก็จะได้มี “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มรูปแบบ กับตัวเลข 292 เสียงในมือ ไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างมากธรรมดา แต่เป็น “เสียงที่มากพอจะกำหนดทุกอย่าง” ตั้งแต่โครงสร้างสภา ไปจนถึงตัวผู้นำประเทศ

โดยมีชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกวางไว้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

ทั้งหมดนี้ คือผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์ “เดินเกมช้า แต่กินพื้นที่ทั้งหมด” ของ “เนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่ค่ายเซาะกราว

เกมช้า แต่กินเรียบ จะเห็นได้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ไม่ใช่การรวมเสียงแบบฉาบฉวย แต่เป็นการ “นวดการเมือง” อย่างค่อยเป็นค่อยไป 14 พรรคการเมือง ถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงโคจรเดียวกัน จนกลายเป็น “เครือข่ายอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ” จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย ไม่เร่ง ไม่เร้า แต่ค่อย ๆ นวดทำให้ทุกฝ่ายยอมจำนนต่อแรงโน้มถ่วงทางอำนาจ ผลลัพธ์คือ “สีน้ำเงิน” ไม่ได้แค่ตั้งรัฐบาล แต่กำลังสร้าง “ระบอบอำนาจ” ที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งในสภา นอกสภา และในโครงสร้างรัฐ

แต่เกิดมีปมร้าวกับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กับเพื่อนรักที่กลายเป็นคู่แข่ง คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบชัด คือ ชะตากรรมของพรรคกล้าธรรม และ ร.อ.ธรรมนัส ราชสีห์ไร้เขี้ยว จะเดินอย่าง จะกลายเป็นหอกพุ่งเข้าใส่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หรือไม่ เพราะคนอย่าง “บิ๊กนัส” ไม่ยอมใครอยู่แล้วและประกาศแล้วว่า ใครทำผมก่อนโดนสวนแน่นอน

อย่าประมาทแรงเฮี๊ยว ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เคยคิดจะโค่น “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งออกมาแฉ คนใกล้ชิด “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  สร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้ว “ครูใหญ่เนวิน” รู้ดี เดินเกมช้อน “งูเห่าอีก 9 ตัว” เข้าค่ายเซาะกราว กลุ่มที่ถูกจับตา คือเครือข่ายของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน และ เดชอิศม์ ขาวทอง

หากการย้ายข้างเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงขับเคลื่อนด้วย “แรงดึงดูดของอำนาจ” ไม่ใช่อุดมการณ์ และจะยิ่งทำให้เครือข่ายสีน้ำเงินแข็งแกร่งขึ้นอีก

อำนาจเต็มมือ แต่ไม่ใช่ปลอดภัยร้อยเปอร์เช็นต์ แม้ตัวเลข 292 เสียง จะมากพอในการตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่ รัฐบาลสีน้ำเงินกำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่ “การจัดตั้ง” แต่คือ “วิกฤติความชอบธรรม” จากบัตรเลือกตั้ง ที่มี “คิวอาร์โค้ด -บาร์โค้ด-บัตรเขย่งกลายเป็นชนวนสำคัญ เพราะหากพิสูจน์ได้ว่า การลงคะแนนไม่เป็นความลับจริง อาจนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของทั้งกระบวนการ

ที่ตอนนี้ทั้งพรรคส้ม-ภาคประชาชน-สังคม ก็เกิดความสงสัยในกระบวนการจึงต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า การบริหารจัดการเลือกตั้งของกกต.ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต และการใส่บาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ จึงไปฟ้องกกต.ในข้อหา 157 และขอให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ จำคุกกกต.ที่ทำให้เลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่กกต.ก็กลับสวนกลับด้วยการฟ้องข้อหาหนักกับ 6 คนที่เกาะติดประเด็นบัตรเลือกตั้ง ว่า พฤติการณ์ขัดขวางเลือกตั้ง-อั้งยี่ ยุยงปลุกปั่น นำเข้าข้อมูลเท็จ โดยเหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 

งานนี้มีช่างภาพสื่อ ไม่รอดโดยด้วยกลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระอีกครั้ง ในข้อหาที่สังคมตั้งคำถามว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่

สถานการณ์ขณะนี้ ไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่าง “ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน”

แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง “เสียงข้างมาก VS เสียงคาใจ” ที่มีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งรัฐบาลอาจมีเสียงเพียงพอในสภา แต่หากขาดความเชื่อมั่น อำนาจก็อาจกลายเป็นเพียง “อำนาจที่เปราะบาง” ประวัติศาสตร์การเมืองไทยพิสูจน์มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลที่ดูเหมือนแข็งแกร่งที่สุด อาจล้มลงได้เร็วที่สุด

          เกมการเมืองวันนี้ “ค่ายสีน้ำเงิน” ถือไพ่เหนือกว่าอย่างชัดเจน เสียงในสภา
เครือข่ายอำนาจ กลไกรัฐ และพันธมิตรทางการเมือง ทุกอย่างอยู่ในมือ แต่สิ่งที่ยังอยู่นอกมือ คือ ความเชื่อมั่นของสังคม และแรงต้านที่กำลังก่อตัว

เกมที่ “ครูใหญ่เนวิน” วางไว้อย่างแนบเนียน จะนำไปสู่ยุคทองของค่ายเซาะกราวสีน้ำเงิน หรืออาจกลายเป็น “บูมเมอแรง” หากรอยร้าวเล็ก ๆ วันนี้ลุกลามกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวันข้างหน้า เพราะในการเมืองไทย ไม่มีชัยชนะใดถาวร

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่