ทั้งนี้ เนื่องในโอกาส “วันสตรีสากล” ก็เป็นโอกาสที่จะพินิจกันถึง “สิทธิสตรีสิทธิผู้หญิง” ที่แม้ได้รับการพัฒนามากจากในยุคอดีต หากแต่ “ปัญหาเก่า ๆ มิใช่จะหมดไป” โดยยังคงมีประเด็น-มีกรณีเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำ ๆ ซึ่ง “หนึ่งในปัญหาที่ยังมีซ้ำ ๆ” ก็รวมถึง…

การละเมิดสิทธิ “ละเมิดทางเพศ”

ปัญหาเดิม” ที่ “ยังเป็นปัญหาใหญ่”

ขณะที่ “ความเข้าใจในสิทธิผู้หญิง” นั้น มีมุมสะท้อนน่าสนใจจาก ผลสำรวจความคิดเห็นของเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กลุ่มอายุ 13–25 ปี ซึ่งเก็บผลสำรวจช่วงเดือน ก.พ. 2569 ที่พบว่า…เยาวชนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเคารพซึ่งกันและกัน มากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่าง 73.4% เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่ดีควรเคารพและให้เกียรติกัน ซึ่งกว่า 49.5% มองว่า แนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ทำให้ความสัมพันธ์เกิดปัญหา และ นำสู่ความรุนแรง ได้

นี่เป็น “เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่”

จะเด็จ เชาวน์วิไล

นอกจากนี้ มีบทวิเคราะห์ของ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ระบุว่า… ความรุนแรงในความสัมพันธ์”ปัญหาที่“สตรียังมักเป็นเหยื่อ” มักไม่ได้เริ่มจากการทำร้ายร่างกายทันที หากแต่มีปัจจัยสำคัญที่เริ่มต้นมาจากพฤติกรรมเล็ก ๆ และการใช้อำนาจเหนือกว่า เช่น ความหึงหวง การควบคุมเรื่องการแต่งกายและการคบเพื่อน, การบังคับให้ทำตามความต้องการ, การกดดันให้มีเพศสัมพันธ์, การดูถูกลดทอนคุณค่า โดยพฤติกรรมเหล่านี้กลับถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว “คือความรุนแรง” ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบัน “สิทธิผู้หญิง” จะได้รับการยกระดับและพัฒนามากขึ้น แต่ก็ยังคงพบว่า…

ปัญหาผู้หญิงถูกละเมิดยังเกิดเนือง ๆ

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ “วันสตรีสากล” เวียนมาอีกครั้งในปี 2569 “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จึงอยากจะสะท้อนต่อข้อมูลแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากมุมสะท้อนของผู้ที่ทำงานรณรงค์ปกป้องสิทธิของผู้หญิงและเด็กมายาวนาน นั่นก็คือ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ได้สะท้อนว่า… วันสตรีสากลนั้นเกิดขึ้นจากกรณี “คนงานหญิง” เมื่อ 100 กว่าปีก่อนในสหรัฐอเมริกา และอีกหลายชาติในยุโรป “ถูกเอาเปรียบ” ทั้งชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินไป ทั้งสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย รวมถึงการถูกโกงค่าจ้าง ทำให้แรงงานผู้หญิงเหล่านี้ออกมาเดินขบวนประท้วง เรียกร้องให้เกิดการคุ้มครองแรงงานที่ดีขึ้น

วันเริ่มต้นการประท้วงคือ “8 มี..”

จึงถูกกำหนดให้เป็น “วันสตรีสากล”

โฟกัสในส่วนของ“สิทธิสตรีในไทย”ทาง ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ระบุว่า… ที่ผ่านมานับแต่อดีต กลุ่มแรงงานผู้หญิงของไทยก็จะใช้วันนี้เป็นหมุดหมายในการเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิงในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสวัสดิการ ด้านสิทธิการลาคลอดของผู้หญิง รวมถึงการขับเคลื่อนเพื่อผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง จนทำให้เกิดกฎหมายใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองการกระทำความรุนแรงในครอบครัว, พ.ร.บ.ความเสมอภาคระหว่างเพศ และล่าสุดคือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าจากความพยายามในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของผู้หญิง ที่ส่งผลดีต่อสังคมในภาพรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้มีความก้าวหน้าในบางเรื่อง หากแต่บางด้านก็พบว่า “ยังคงมีปัญหาอยู่”ที่บางครั้งทำให้ดูเหมือน “ยังไปได้ไม่สุด”โดย จะเด็จ ยกตัวอย่างว่า… เช่น เรื่องสิทธิลาคลอด ที่จากเดิมอยู่ที่ 90 วัน เพิ่มเป็น 120 วัน แต่ความเป็นจริงแล้วกับเวลาลาคลอดเท่านี้ก็ยังไม่พอ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์รับรองว่า…จะดีทั้งต่อแม่และเด็ก ต้องอยู่ที่ระยะเวลา 180 วัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไปไม่ถึง ยังไปต่อไม่ได้ หรืออีกกรณีคือ สิทธิการลาของผู้ชายเพื่อเลี้ยงลูก ที่ตอนนี้ให้ลาได้แค่ 15 วัน เพื่อไปช่วยภรรยาที่เพิ่งคลอดเลี้ยงลูก ซึ่งไม่พอแน่นอน เวลาแค่นี้น้อยเกินไป โดยจริง ๆ แล้วควรจะต้องเป็น 30 วันเป็นอย่างน้อย

เพื่อที่จะช่วยแบ่งเบา “ภาระผู้หญิง”

ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยังได้สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ด้วยว่า… ปัญหาผู้หญิงในไทยตอนนี้ไม่ได้มีแค่มิติ “ความรุนแรง” แต่ยังมีเรื่อง “สิทธิทางกฎหมายของผู้หญิง” ที่ควรจะต้องปรับปรุงเพิ่มให้ดีขึ้น และ ควรเพิ่มมิติทางสังคมอื่น ๆ ด้วย อาทิ สิทธิทำแท้งกรณีไม่พร้อม โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ 3 เดือน ซึ่งแม้หลายฝ่ายยอมรับแนวคิดนี้ แต่ปัญหาอยู่ที่การรองรับ เนื่องจากหมอบางส่วนยังไม่อยากทำให้ จึงเป็นแบบทางหลักการนั้น มีกฎหมาย แต่ไม่มีระบบรองรับ

ต้องฝากความหวังกับรัฐบาลใหม่ อยากให้ช่วยดูแลปัญหาผู้หญิงเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้หญิงมีสวัสดิการดีขึ้น มีความเท่าเทียมระหว่างหญิง ชาย และเพศสภาพอื่น ๆ ควรสร้างระบบรองรับทางสังคมให้ผู้หญิงมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้ปัญหาของผู้หญิงย้อนกลับไปเป็นปัญหาสังคม ที่ทำให้ปัญหาสังคมของไทยซับซ้อนยิ่งขึ้น” …ทาง จะเด็จ สะท้อนไว้

เสียงสะท้อน” นี้ถึงว่าที่รัฐบาลใหม่”

การบ้านอีกข้อ” ที่ “ให้รัฐบาลตีโจทย์”

เพื่อ “ยกระดับสิทธิผู้หญิงให้ดียิ่งขึ้น”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์