ไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยคงได้นายกฯ คนใหม่ ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับ ในช่วงทำหน้าที่ หัวหน้ารัฐบาลสมัยแรก แม้จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่เพียงช่วงสั้น ๆ ทั้งการผลักดัน “คนละครึ่งพลัส” การจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มอบอำนาจเต็มให้กับกองทัพ จนทวงคืนผืนแผ่นดินไทยกลับมาเป็นสมบัติของชาติ
ดังนั้นการได้รับความไว้วางใจ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้จำนวน สส. มากถึง 190 กว่าที่นั่ง จึงเป็นการบ้านข้อใหญ่ ที่ต้อง สร้างความพึงพอใจ ให้เกิดขึ้นกับประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะการสร้างรัฐบาล ที่มีเสียงสนับสนุน กว่า 300 เสียง ซึ่งนั่นหมายความว่า จะมีความมั่นคงมากพอสมควรกับการ รับมือเกมในสภา ส่วนการบริหารประเทศเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ เป็นหน้าที่นายกฯ และครม. ที่ต้องช่วยกันสร้างผลงาน
เพียงแต่ว่า มีโจทย์ใหญ่ ที่ถือเป็นปัญหาระดับโลก แทรกขึ้นมา หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่าง “สหรัฐ–อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” นำมาสู่วิกฤติพลังงาน อิหร่านใช้วิธีปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน “ช่องแคบฮอร์มุซ” และยัง โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน ของประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ส่งผลทำให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น แบบก้าวกระโดด บ้านเราก็หนีไม่พ้น ต้องได้รับผลกระทบตามมาเช่นเดียวกัน
ใครก็รู้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ที่เป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งภาคขนส่ง การผลิตไฟฟ้า เชื่อมโยงกับสินค้าหลายประเภท ย้อนไปในอดีตเรื่องราคาน้ำมัน เคยสร้างวิกฤติให้เกิดขึ้นกับรัฐบาล ต้องมีอันสั่นคลอน และอยู่ไม่ได้ ก็เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นบุคคลที่จะเข้ามาทำงาน ในฐานะรัฐมนตรี ในช่วงเวลานี้ ต้องมีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถกับการ รับมือวิกฤติของประเทศ
ช่วงรัฐบาล “อนุทิน 1” หัวหน้ารัฐบาลได้รับเสียงชื่นชม เมื่อไปดึงคนนอก ให้เข้ามารับตำแหน่งใน ครม. แต่ละคนสร้างผลงาน ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส และดูแลภาพรวมเศรษฐกิจ แบบไม่มีที่ติ
ส่วน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศ ขึ้นเวทีนานาชาติ พูดเรื่องปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งใด ทำเอาตัวแทน ประเทศเพื่อนบ้าน แทบแทรกแผ่นดินหนีเกือบทุกครั้ง และยังช่วยทำให้ต่างชาติเข้าใจถึงสถานการณ์บริเวณตามแนวชายแดน อย่างแท้จริง โดยไม่มี การเสกสรรปั้นแต่ง
ขณะที่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ แม้จะเข้ามาในช่วงสั้น ๆ แต่สามารถผลักดันการขายสินค้าเกษตรให้ต่างชาติ ทั้งข้าว และมันสำปะหลัง อีกทั้งยังช่วย เปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อนำสินค้าไทยไปขาย แต่ที่เหนือกว่านั้น ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง “คุณแต๋ม” ไปขึ้นเวทีไหน ทำเอาฝ่ายตรงข้าม ไปไม่เป็นกลับบ้านไม่ถูก จนหลายคนคิดว่า “ศุภจี” เป็นนักการเมืองอาชีพ เจนเวทีในการดีเบตไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเมื่อมีโจทย์ยากขึ้น เจอปัญหาทั้ง ปัจจัยภายนอก และ ภายใน การมีทีมงานที่มีศักยภาพ และ มีความรู้ความสามารถ จึงมีความจำเป็น แม้นักการเมืองและ สส.บางคน มีความรู้ความสามารถ แต่อาจยังเชี่ยวชาญไม่พอกับการรับมือกับปัญหา ที่มีความซับซ้อน ถ้า “นายกฯ อนุทิน” มีโอกาสเลือกคนทำงานเข้ามาช่วยงาน ครม. แบบไม่มีข้อจำกัด ดึงคนนอก
ที่มีศักยภาพมารับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ผลดีจะตก อยู่กับประเทศชาติ
“ภูมิใจไทย” ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ก็จะได้เครดิตตามไปด้วย เพราะบรรดาสมาชิกพรรค ไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็กหรือบ้านใหญ่ ไม่มีใครยึดติดตำแหน่ง ช่วยสนับสนุน ฝ่ายบริหาร กับการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ ยิ่งพรรคสีน้ำเงินจะได้โควตารัฐมนตรีถึง 19 ตำแหน่ง หากไม่มีการดึงพรรคไหนมาเติมเสียงให้พรรคร่วมรัฐบาลอีก
อย่าลืมว่า รัฐบาลไม่มี ช่วงเวลาฮันนีมูน เข้ามาบริหารงานวันแรก ก็มีโจทย์ใหญ่รออยู่ อีกทั้งฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชน” คงไม่ยอมปล่อยเวลาให้ฝ่ายบริหารได้อยู่ดีมีสุข ยิ่งต้องมา เผชิญปัญหาใหญ่ เกี่ยวกับวิกฤติพลังงาน พลาดเมื่อไหร่ อาจถูกน็อกแบบยังไม่ทันตั้งตัว.
“เขื่อนขันธ์”



