ทั้งนี้ การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นหนึ่งใน “เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก” นั้น กรณีนี้ได้ทำให้หลายคนเกิดปุจฉาว่า… มีเส้นทางใดที่สำคัญต่อห่วงโซ่สินค้าโลกอีกบ้าง?…
ที่สำคัญไม่แตกต่างจากช่องแคบฮอร์มุซ
ที่หากถูกปิดกั้น…หรือเกิดวิกฤติคล้ายกัน
จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกเป็นอัมพาต!!
เกี่ยวกับ “พื้นที่สำคัญ” ที่จะส่งผลกระทบเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” นั้น วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอสะท้อนต่อชุดข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ทาง สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) มีการจัดทำและเผยแพร่ไว้ใน เฟซบุ๊ก TU-RAC เกี่ยวกับ “เส้นทางเดินเรือสำคัญ” ที่เกี่ยวพันกับ “ห่วงโซ่สินค้าโลก”
ส่วนจะมีเส้นทางใด…อยู่จุดไหนของโลก
ต้องมาพิจารณาจากชุดข้อมูลดังกล่าวดู

ทั้งนี้ กับ “เส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก” นอกเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซนั้น ชุดข้อมูลที่ทาง สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) จัดทำไว้ อธิบายว่า… ถึงแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะสำคัญต่อการเดินทางและขนส่งสินค้า แต่โลกก็ไม่ได้พึ่งพาช่องแคบดังกล่าวแค่เพียงจุดเดียว แต่ยังมีอีกหลายเส้นทางที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเส้นทางต่าง ๆ เหล่านี้ สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมาก เนื่องจากปริมาณสินค้าทั่วโลกกว่า 80-90% ถูกขนส่งผ่านทางทะเล โดยผ่านเครือข่ายเส้นทางเดินเรือที่เชื่อมต่อกับทวีปต่าง ๆ …เป็น “ความสำคัญ” ของ “จุดคอขวดของโลก” เหล่านี้
ที่เกี่ยวโยงกับระบบเศรษฐกิจโลกและไทย
แหล่งข้อมูลเดิมยังอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ . “จุดคอขวดโลก” หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้ว่า… “Maritime Chokepoints” ไว้ว่า… แม้เส้นทางเหล่านี้จะดูกว้างใหญ่ แต่ความเป็นจริงแล้วกลับเป็นเส้นทางที่ “อ่อนไหว–มีความเปราะบาง” โดยถ้าหากเส้นทางเหล่านี้ “มีวิกฤติขัดแย้ง” หรือ “ถูกปิดกั้นเส้นทาง” เหมือนช่องแคบฮอร์มุซ กรณีนี้ก็จะ “กระทบห่วงโซ่สินค้าโลก” เพราะเป็น “เส้นทางยุทธศาสตร์การค้าหลักที่สำคัญ” ของเรือสินค้าและน้ำมันทั่วโลก โดยเส้นทางที่เป็น… “จุดคอขวดโลก” นั้น จะประกอบด้วยเส้นทางต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ…
ช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) เปรียบเป็น “เส้นเลือดหลักเศรษฐกิจเอเชีย” เพราะเป็นเส้นทาง เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และ เป็นทางลัดของตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออก โดยเส้นทางนี้มีความเสี่ยงที่สำคัญ คือเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบ แต่กลับมีเรือสัญจรหนาแน่น จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ และถูกโจมตีได้ง่าย โดยถ้าจุดคอขวดดังกล่าว หรือช่องแคบมะลากาถูกปิดกั้นจนไม่สามารถสัญจรได้ เรือทุกลำจะต้องอ้อมผ่านอินโดนีเซีย ส่งผลให้ต้องใช้ระยะทางเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหลายพันกิโลเมตร…
คลองสุเอซ (Suez Canal) ที่เป็น “เส้นทางลัดของเอเชียกับยุโรป” โดยมีเส้นทางเดินเรือ ตัดผ่านอียิปต์ไปเชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแดง ซึ่งในอดีตโลกเคยสัมผัสผลกระทบมาแล้ว จากกรณีมีเรือคอนเทนเนอร์ลำหนึ่งติดขวางในคลองนี้ จนส่งผลทำให้เรือลำอื่น ๆ ไม่สามารถสัญจรเข้าออกได้ ซึ่งเหตุการณ์นั้นได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกนานหลายวัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อวันสูงถึงหลักหลายพันล้านดอลลาร์…
ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ที่เปรียบเป็น “ประตูไปสู่ทะเลแดง” เนื่องจากเป็นเส้นทาง อยู่ระหว่างเยเมนกับแอฟริกา ที่เชื่อมต่อทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงเส้นทางนี้ยังเป็นทางผ่านที่สำคัญของเรือสินค้าที่จะมุ่งหน้าไปสู่คลองสุเอซด้วยดังนั้นถ้าหากจุดคอขวดนี้ถูกปิด จะส่งผลให้เรือทุกลำจากทวีปเอเชียต้องเปลี่ยนไปอ้อมผ่านเส้นทางของแหลมกู้ดโฮปแทน ซึ่งจะทำให้ต้องเพิ่มระยะทางเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกราว 6,000-10,000 กิโลเมตร…
และจุดสุดท้ายที่สำคัญต่อโลกเช่นกัน นั่นก็คือ คลองปานามา (Panama Canal) ที่เป็น “เส้นทางลัดจากมหาสมุทรแอตแลนติกเชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก” โดยคลองดังกล่าวนี้นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกตะวันตก เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา ทวีปลาตินอเมริกา และเอเชีย โดยถ้าคลองถูกปิดกั้น หรือใช้งานไม่ได้ จะทำให้เรือสินค้าทุกลำต้องแล่นอ้อมไปทางอเมริกาใต้ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาเดินเรือนานขึ้นอีก 10-15 วัน…
ทั้งนี้ นี่ก็เป็น “จุดคอขวดโลก” จากชุดข้อมูลที่ทาง สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) มีการให้ความรู้ไว้ เพื่อชี้ “ความสำคัญ” ของ “จุดคอขวดโลก” ซึ่งล้วนเป็น “เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบาง!!”
ที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงไทย
และถ้าเกิด “วิกฤติเหมือนช่องแคบฮอร์มุซ”
สภาพที่จะเกิดขึ้นก็คงจะแย่ไม่แตกต่างกัน.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



