เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1999 เมื่อมีการพบศพของ ริคกี แมคคอร์มิก วัย 41 ปี ในพื้นที่ห่างไกลของรัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา สภาพศพที่กำลังย่อยสลายทำให้การพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นไปได้ยาก แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นตำนานคือกระดาษสองแผ่นที่อัดแน่นไปด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ เลขอารบิก และสัญลักษณ์ในวงเล็บที่เรียงตัวกันอย่างมีแบบแผน 

บันทึกเหล่านี้ดูเหมือนรหัสลับทางทหารหรือการสื่อสารของเครือข่ายอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนสูง จนตำรวจท้องถิ่นต้องส่งต่อให้หน่วยวิเคราะห์รหัสลับและบันทึกอาชญากรรม (CRRU) ของหน่วยสืบสวนรัฐบาลกลางหรือเอฟบีไอ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นที่รวมของสมองระดับกะทิที่แก้รหัสลับได้เกือบ 100% จากทั่วโลก แต่ก็ไม่สำเร็จ 

เอฟบีไอเคยถึงขั้นเปิดเผยข้อมูลรหัสลับนี้ต่อสาธารณะในปีค.ศ. 2011 เพื่อขอความช่วยเหลือจากนักถอดรหัสทั่วโลก แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถตีความรหัสนี้ได้เลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว

ความน่าฉงนเพิ่มทวีคูณเมื่อมีการสืบค้นประวัติของแมคคอร์มิก ครอบครัวของเขาให้การตรงกันว่า แมคคอร์มิก เป็นชายที่เรียนไม่จบ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และสามารถเขียนได้เพียงชื่อตัวเองเท่านั้น นอกจากนี้เขายังมีปัญหาทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต ญาติๆ สงสัยว่าเขาอาจป่วยเป็นโรคบุคลิกสองขั้ว (ไบโพลาร์) หรือโรคจิตเภท

เกือบทั้งชีวิตของ แมคคอร์มิก ดูเหมือนจะเป็นคนที่ชอบหลีกเลี่ยงปัญหา เขาออกจากโรงเรียนกลางคันและพยายามอยู่ห่างจากยาเสพติดและความรุนแรงในย่านที่เขาอาศัยอยู่ แต่ในปีค.ศ. 1993 เขาถูกตัดสินจำคุกหนึ่งปีในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 11 ปีจนมีบุตรด้วยกันสองคน

หลังพ้นคุก เขากลับมายังเมืองเซนต์หลุยส์และประทังชีวิตด้วยการรับจ้างทำความสะอาดและรับเงินช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพจากโรคปอดและโรคหัวใจเรื้อรัง เขาเป็นคนสันโดษ ชอบทำงานกะดึก และมักจะหายตัวไปเป็นเวลานานก่อนจะกลับมาพร้อมพฤติกรรมแปลกๆ และเล่าเรื่องราวประหลาดๆ

ก่อนเสียชีวิต 48 ชั่วโมง แมคคอร์มิก เข้าโรงพยาบาลสองครั้งด้วยอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก แต่แพทย์ตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรงและอนุญาตให้กลับบ้าน จนกระทั่งเขาถูกพบเป็นศพในทุ่งนา

การที่ชายซึ่งถูกมองว่า “ไร้ความสามารถในการเขียน” กลับพกรหัสลับที่ซับซ้อนเกินกว่าคอมพิวเตอร์ของเอฟบีโอจะถอดรหัสได้ จึงกลายเป็นความย้อนแย้งที่ไม่มีคำอธิบาย

ปริศนาคดีแมคคอร์มิกทำให้มีผู้ตั้งทฤษฎีเพื่อหาคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกเชื่อว่า แมคคอร์มิก อาจเป็นโรคซาวองต์ (Savant) ผู้ป่วยโรคนี้จะบกพร่องด้านพัฒนาการ แต่ก็มีความสามารถพิเศษด้วย เป็นเหตุผลว่าทำไมแมคคอร์มิกจึงสามารถสร้างระบบภาษาเฉพาะตัวที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจ

ในขณะที่อีกสายหนึ่งซึ่งนำโดย อีลอนกา ดูนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสลับระดับโลก มองว่า แมคคอร์มิกอาจไม่ได้เป็นคนเขียนรหัสนี้เอง แต่ทำหน้าที่คล้าย “คนเดินยา” หรือคนนำส่งข้อมูลให้แก๊งอาชญากรรม 

มีข้อมูลว่า แมคคอร์มิก เดินทางไปฟลอริดาหลายครั้งก่อนเสียชีวิตและบางครั้งก็นำกัญชาอัดแท่งกลับมาด้วย ทั้งยังมีท่าทีหวาดระแวงเหมือนถูกตามล่า สนับสนุนแนวคิดที่ว่าบันทึกเหล่านั้นคือคำสั่งซื้อ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือพิกัดนัดพบของแก๊งค้ายาเสพติด

อย่างไรก็ตาม เคลาส์ ชเม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และสนใจเรื่องการถอดรหัสลับ ตั้งข้อสังเกตว่ารหัสนี้อาจไม่ใช่ระบบการเข้ารหัสมาตรฐาน แต่มันคือ “ชวเลขส่วนตัว” หรือการจดบันทึกย่อที่มีเพียงเจ้าตัวคนเดียวที่เข้าใจความหมายของอักษรย่อแต่ละตัว เช่น การย่อชื่อคนหรือสายรถเมล์ที่เขาใช้ประจำ 

หากเป็นกรณีนี้ ต่อให้ใช้ซอฟต์แวร์ถอดรหัสที่ทรงพลังที่สุดในโลกก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะมันไม่มี “กุญแจ” ถอดรหัสที่เป็นตรรกะสากล จึงเป็นได้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่ตายไปพร้อมกับเจ้าของ

ปัจจุบันคดีของ ริคกี แมคคอร์มิก ยังคงสถานะเป็นคดีเก่าที่ปิดไม่ได้ ขณะที่เอฟบีไอได้ถอดประกาศขอความช่วยเหลือออกจากเว็บไซต์หลักไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีวันตอบได้ว่า ตัวอักษรขยุกขยิกเหล่านั้นคือคำสารภาพสุดท้าย แผนผังอาชญากรรม หรือเพียงแค่บันทึกที่ไร้ความหมายของจิตใจที่สับสนกันแน่ 

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ปริศนาบนกระดาษสองแผ่นนี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในรหัสลับที่โด่งดังที่สุดในยุคสมัยใหม่ที่ยังคงท้าทายสติปัญญาของมนุษยชาติอยู่จนถึงทุกวันนี้

ที่มา : popularmechanics.com

เครดิตภาพ : en.wikipedia.org