ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลงได้ง่าย ๆ ยิ่งมีการคาดการณ์ว่า “สหรัฐ” จะส่งกองกำลังภาคพื้นดิน ลงไปปะท ดินแดนฝ่ายตรงข้าม  ขณะที่ “อิหร่าน” ก็เตรียมรับมืออย่างเต็มที่ ประกาศระดมพลกว่า 1 ล้านนาย พร้อมทั้งส่งสัญญาณ  เปลี่ยนแผ่นดินเกิดให้เป็นขุมนรก ฝังกลบทหารอเมริกัน

อีกทั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอิสราเอล เปิดฉากโจมตี โรงงานนิวเคลียร์ และโรงงานเหล็กของอิหร่าน ส่วนอิหร่านตอบโต้กลับ ทั่วอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 4% ไปแตะ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะ ฉุดเศรษฐกิจโลก

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะออกมาบอกว่า ราคาน้ำมันก็มี โอกาสขยับได้อีก  แม้จะปรับขึ้นไปแล้ว 6 บาท เพราะ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังคุกรุ่นอยู่ อีกทั้งยังมีรายงานว่า อิหร่านประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอีก โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศชดเชยหรืออุดหนุนอยู่ที่ 16.02 บาท/ลิตร  เนื่องจากติดลบไปแล้วกว่า
3.5 หมื่นล้านบาท และมีเงินไหลออกวันละ 2,000 ล้านบาท

เราเลยได้เห็นภาพ ความเคลื่อนไหวสำคัญ ของหัวหน้ารัฐบาล ทั้งขอความร่วมมือกับกองทัพ ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) หารือร่วมกับ พล..พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ในฐานะรอง ผอ.รมน. และ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา การกักตุนน้ำมัน และลักลอบส่งออกน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อ เสถียรภาพด้านพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายหลังการหารือ ผอ.รมน. ได้สั่งการให้ กอ.รมน. บูรณาการ การทำงานร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตาม และตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับ น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง-ระหว่างทาง-ปลายทาง ป้องกันการกักตุน ลักลอบขนย้าย หรือการนำออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย  โดยร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน และกรมสรรพสามิต เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลน้ำมันเชื้อเพลิง ณ โรงกลั่นบางจาก เขตพระโขนง กทม.ทันที

โดยเฉพาะ น้ำมันดีเซล ซึ่ง โรงกลั่น ของบริษัทบางจากมี 2 แห่ง คือ ในพื้นที่บางจาก และ พื้นที่ศรีราชา  จากข้อมูลที่บริษัทรายงานนั้น ไม่มีการกักตุนน้ำมัน ในระดับโรงกลั่น และคลังเก็บของบริษัทบางจากทั้ง 11 แห่ง ทั้งนี้ ศปป.4 กอ.รมน. จะติดตามตรวจสอบ สถานการณ์น้ำมัน อย่างใกล้ชิดต่อไป ถ้าจำได้ก่อนหน้านั้น กระทรวงยุติธรรมก็เคยนำเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบไปครั้งหนึ่งแล้ว

นอกจากนี้นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ยังได้ลงนาม คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 736/2569  จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และทันต่อสถานการณ์

โดยระหว่างเป็นประธาน การประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ารัฐบาลยังย้ำ สิ่งที่เป็นผลกระทบสืบเนื่องจากปัญหาน้ำมัน คือการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนทั้งการขึ้นราคาสินค้า การกักตุนน้ำมันเพื่อขายต่อในราคาสูง รวมถึงการ ลักลอบเอาน้ำมันไปขาย ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการไปยังนายอำเภอ ตรวจตรา สอดส่องดูแล บังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มข้นกับผู้ที่ฝ่าฝืนให้ถึงที่สุด

อีกทั้งเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มี.ค. นายอนุทิน ยังจัดเวที “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤติโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม  พร้อมทีมเศรษฐกิจ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ และแนวทางการรับมือของภาครัฐ หลังผ่าน 1 เดือนของวิกฤติตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพทั่วโลก พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

การแก้ปัญหาโดยยึดหลักความจริงและ มุ่งช่วยหลือประชาชน โดยไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นเกราะคุ้มครอง เพียงแต่ข้อสงสัย เรื่องการแสวงหาส่วนต่าง  จากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน มีใครกักตุนไว้ และโครงสร้างของราคา ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือไม่ รัฐบาลต้องทำให้โปร่งใส  ตอบข้อกังขาได้ทั้งหมด.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่