ทั้งนี้ นอกจากเสียงสะท้อนต่อข้อเรียกร้องที่สังคมและผู้ปกครองบางส่วนอยากให้ไทยคุมอายุเด็กเล่นโซเชียลเหมือนที่มีการคุมในหลายประเทศ ดังที่ได้นำเสนอไปแล้ว กับการจะ “ป้องกันภัยแฝงจากโซเชียลให้เด็กไทย” นั้น ก็มี “ข้อเสนอแนะ” สะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มาให้สังคมช่วยกันคิด…
ข้อเสนอแนะ “มาตรการช่วยเด็กไทย”
เพื่อ “ให้เด็กปลอดภัยจากพิษโซเชียล”
โดย “มิใช่ยิ่งแก้ปัญหายิ่งเกิดปัญหา!!”
เกี่ยวกับข้อเสนอนี้ มาจาก ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต และ ผอ.สำนักความรอบรู้สุขภาพจิต ที่ก่อนอื่นได้อธิบาย “กลไกสมอง–กลไกจิตวิทยา” ของ “เด็กที่ติดโซเชียล” ว่า… เด็กที่ยังไม่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หรือยังวัยรุ่น สมองส่วนคิดวิเคราะห์และยับยั้งชั่งใจจะยังไม่ถูกพัฒนาเต็มที่ จะเป็นช่วงวัยที่สมองส่วนรางวัล หรือ Reward System ทำงานหนักกว่าเมื่อเจอแพลตฟอร์มโซเชียลที่ถูกออกแบบอัลกอริธึมให้กระตุ้นโดปามีนตลอดเวลา จึงง่ายที่จะ “เสพติดความสุขฉับพลัน” ซึ่งเด็กที่ติดเล่นโซเชียล สมาธิจะสั้นลง ความอดทนต่ำ และคุมอารมณ์ตัวเองยากขึ้น ในขณะที่ด้านพัฒนาการนั้น เด็กที่ติดโซเชียลจะชินกับการมีตัวตนบนโลกหน้าจอ จน ขาดทักษะปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง เพราะติดตัวตนที่สมบูรณ์ในโลกเสมือน

“เด็กที่ติดโซเชียลมักจะพึงพอใจในตัวเองต่ำ และเสี่ยงซึมเศร้าได้ง่าย จึงเห็นด้วยที่จะควบคุมเวลาการเล่นโซเชียลในเด็กที่อายุยังน้อย ๆ แต่ถ้าจะถึงขั้นออกกฎหมายมาคุมเลยนั้น กรณีนี้คงต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนรอบด้าน เพื่อไม่ให้แก้เรื่องหนึ่งแต่ไปมีปัญหาอีกเรื่อง”…เป็น “ข้อกังวล” ที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ระบุ ถ้าไทยจะตามรอยประเทศอื่น
พร้อมกันนี้ คุณหมอวรตม์ ยังสะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… จริง ๆ ปัจจุบันก็มีกฎห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์มต่าง ๆ บนโซเชียลอยู่แล้ว เพียงแต่การบังคับใช้นั้นทำเต็มที่และจริงจังหรือไม่? อย่างไรก็ดี ส่วนตัวเข้าใจดีถึงความกังวลของสังคมจากปัญหาเด็กเล่นโซเชียล เพราะสังคมเห็นภาพเด็กอายุน้อย ๆ เล่นโซเชียลกันอย่างอิสระ จนดูเหมือนปราศจากการควบคุม แต่ การจะแก้ปัญหานี้ได้ ก็ต้องมองบริบทต่าง ๆ ประกอบกันด้วย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า…ปัญหานี้จะไม่ถูกแก้ด้วยการเลื่อนเพดานอายุการเล่นโซเชียลอย่างแน่นอน และถ้าหากไทยจะคุมเพดานอายุเด็กที่เล่นโซเชียลจริง ๆ ก็ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า…สังคมมีพื้นที่อื่น ๆ ที่ปลอดภัยรองรับเด็ก ๆ ไว้แล้วหรือยัง? …นี่เป็นอีกคำถามที่ ดร.นพ.วรตม์ ชวนสังคมร่วมคิด
แหล่งข่าวท่านเดิมสะท้อนมาอีกว่า… สำหรับเด็ก ๆ “โซเชียลมีเดีย” อาจคือ “Support System” ที่สำคัญในชีวิต ของเขาไปแล้ว ดังนั้น ถ้าตัดขาดเด็ก ๆ ออกจากตรงนี้ โดยที่ยังไม่มีสวัสดิการสังคมอื่น ๆ รองรับ อาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งอย่าลืมว่า…มีเด็กจำนวนมากใช้โซเชียลเพื่อเข้าถึงข้อมูลการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ถ้าจะตัดตรงนี้ออกไปสังคมมีกลไกอื่นรองรับหรือไม่? และที่สำคัญการปิดกั้นอาจเป็นการยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ จนทำให้เด็กเลือกเดินทางที่เสี่ยงกว่า เช่น ใช้บัญชีปลอม ใช้แอคเคานท์ปลอม หรือเลี่ยงไปใช้แพลตฟอร์มที่ยิ่งเสี่ยงอันตรายแฝง สุดท้ายปัญหาที่อยากจะแก้ก็แก้ไม่ได้ แถมทำให้ปัญหาอื่น ๆ เกิดตามมามากขึ้น ดังนั้น “ถ้าไทยจะทำเรื่องนี้จริง ๆ ก็ควรจะต้องมีผลศึกษารองรับ หรือต้องมีมาตรการอื่น ๆ มารองรับเสียก่อน ก่อนจะปิดกั้น หรือควบคุมตรงนี้”…เป็น “ข้อเสนอแนะ” ต่อกรณีนี้
เพื่อ “สกัดภัยแฝงจากโซเชียลให้เด็ก”
แบบที่ “เกาถูกที่คัน–แก้ปัญหาถูกจุด”

อย่างไรก็ตาม ดร.นพ.วรตม์ เน้นย้ำว่า… การที่ระบุเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย!! เพราะในเมื่อโลกขยับตัวเรื่องนี้ ไทยก็ต้องขยับตัวตามเช่นกัน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ไทยควรเริ่มจาก เร่งศึกษาวิจัยผลกระทบรอบด้าน เพื่อให้มีข้อมูลหากไทยจะออกกฎหมายมาคุมเข้มอายุเด็กที่เล่นโซเชียล โดย เมื่อได้ผลศึกษาที่รอบด้านแล้วก็อาจจะทดลองปรับใช้เป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดมาตรการเหมาะสมที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดกับเด็ก ในขณะที่ ครอบครัวก็จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย เนื่องเพราะ…ปัญหานี้ไม่สามารถผลักความรับผิดชอบไปที่แพลตฟอร์มหรือกฎหมายอย่างเดียว
“ครอบครัวจะต้องเป็นด่านแรกที่สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเริ่มแตะหน้าจอด้วยซ้ำ แต่ปัญหาคือหลาย ๆ ครอบครัวก็ขาดภูมิคุ้มกันดิจิทัล และขาดทักษะการเลี้ยงลูกเชิงบวก จึงทำให้คุมลูกไม่อยู่ ซึ่งถ้าหากทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากหน้าจอได้ ปัญหาติดโซเชียลก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ โดยพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการลดเวลาหน้าจอ เพื่อให้ลูก ๆ ได้เห็นเป็นตัวอย่าง” …คุณหมอท่านเดิมแนะนำเรื่องนี้ทิ้งท้าย
ทั้งนี้ นอกจาก “มุมมองเชิงจิตวิทยา-พัฒนาการครอบครัว” จาก ดร.นพ.วรตม์ ข้างต้นแล้ว ก็ยังมี “มิติเชิงสังคม” ผ่านมุมสะท้อนของ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ นักวิชาการ มศว ที่ระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ เกี่ยวกับกรณีนี้…
“ปัญหาเด็กติดโซเชียล” กับ “วิธีแก้ไข”
จะ “ต้องแก้ยังไง? ใครที่ต้องมีเอี่ยว?”
ก็ “มาดูบทสรุปกันต่อในตอนหน้า”…
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



