โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย -อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) หรือแลนด์บริดจ์ ที่จะทอดให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่มีความพยายามของหลาย ๆ รัฐบาล เพื่อผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้ว
แต่จนแล้วจนรอด ความพยายามของแต่ละรัฐบาล ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ท่ามกลางแรงคัดค้าน จากหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ที่หยิบยกเอาประเด็นต่าง ๆ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง รวมไปถึงประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ขึ้นมาตั้งเป็นคำถาม
เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท กับต้นทุนสารพัดด้านที่ต้องจ่าย นั้นคุ้มค่าที่จะแลกจริงหรือไม่?
เหนือสิ่งอื่นใด! ที่คาใจ โครงการนี้ทำเพื่อประโยชน์ของใคร? แน่นอน คำตอบคือประเทศ ประชาชน แต่ถามว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจะได้รับ “เงินทอน” ขนาดไหน?
ไม่ใช่เรื่องแปลก !! ที่ใครต่อใครจะตั้งคำถามเช่นนี้!! เพราะไม่มีโครงการขนาดใหญ่หรือเมกกะโปรเจคท์ไหน ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง 100% ผลประโยชน์ เงินทอน ค่าตอบแทน ของผู้ที่เกี่ยวข้องมีอยู่ทุกโครงการ ทั้งที่เงินลงทุนมาจากเงินของ “ผู้เสียภาษี” ทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดโครงการแลนด์บริดจ์ เตรียมที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลนายอนุทิน อีกครั้งในเดือนมิ.ย. –ก.ค.นี้ โดย “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม บอกว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการเชื่อมการขนส่งระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย
ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการค้าโลก ที่สำคัญยังเป็นการรองรับความเสี่ยงจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ
“พิพัฒน์” ยืนยันว่า เงินลงทุนจะไม่ใช้งบประมาณลงทุนโดยตรง แต่เปิดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนผ่านรูปแบบสัมปทาน โดยภาครัฐสนับสนุนด้านการจัดสรรที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น
เวลานี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ศึกษาความเหมาะสมทั้งหมดเสร็จแล้ว และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมในเดือนพ.ค.นี้ ก่อนเปิดประมูลให้เอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมลงทุนในไตรมาส 3 ปี 69
ขณะที่ความกังวลในเรื่องของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA นั้น “พิพัฒน์” ยืนยันว่า ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความกังวล
สำหรับอภิมหาโปรเจคท์ แลนด์บริดจ์ นี้ จะมีทั้งการก่อสร้างท่าเรือ มูลค่าลงทุนรวม 636,477 ล้านบาท (ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 305,666.44 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู, ท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 330,810.56 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู)
ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า มูลค่าลงทุนรวม 141,103.47 ล้านบาท (ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 86,397.85 ล้านบาท ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 54,705.62 ล้านบาท) และมีเส้นทางเชื่อมโยงชุมพร-ระนอง คือ มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ มูลค่าลงทุนรวม 223,626 ล้านบาท
“แลนด์บริดจ์” จะเป็นจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่งในการขนส่งสินค้า และจะเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ ที่มีแรงจูงใจผู้ประกอบการ คือ ลดระยะเวลาการขนส่งเส้นทาง จากที่ผ่านช่องแคบมะละกาจาก 9 วัน เหลือ 5 วัน ทำให้ประหยัดต้นทุน และเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อพื้นที่ EEC พื้นที่ GMS จีนตอนใต้ อาเซียน และ กลุ่มบิมสเทค ทั้ง 7 ประเทศ
เอาเป็นว่า ณ เวลานี้ คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความพยายามผลักดันอภิมหาโปรเจคท์ ในรัฐบาลของนายอนุทิน จะฝ่าด่านสารพัด ไปได้มากน้อยเพียงใด ก็ต้องรอดูกันต่อไป
แต่! อย่าลืมว่าคำครหาที่เกิดขึ้นจากกรณีวิกฤติพลังงาน ยังไม่จางหาย หากทุกอย่างยังไม่สามารถมีคำตอบที่ชัดเจน โครงการนี้อาจทำให้เก้าอี้รัฐบาลสั่นสะเทือนเข้าอีกก็เป็นไปได้!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



