
โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อรถไฟขบวนสินค้าพุ่งชนรถเมล์ขสมก.สาย206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 เวลา 15.42 น. ได้คร่าชีวิตผู้โดยสารในรถเมล์ทันที 8 ราย และบาดเจ็บ 30 ราย ….ตอกย้ำความล้มเหลวเชิงระบบโครงสร้างและการบริหารจัดการเรื่องจุดตัดรถไฟกับระบบถนนในระดับเดียวกัน รวมทั้งปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทย และพฤติกรรมส่วนบุคคลที่หย่อนยานในการปฎิบัติหน้าที่ ไม่ตระหนักเรื่องความปลอดภัย

ภาพจากวงจรปิดเหตุการณ์เริ่มต้นจากความประมาทที่ชาชิน ไร้วินัยจราจร เมื่อรถเมล์ปรับอากาศยูโรทูสีส้ม ซึ่งมีอายุใช้งาน 28 ปี และใช้ก๊าซ NGV หยุดคร่อมรางรถไฟ เนื่องจากติดสัญญาณไฟแดงและการจราจรที่หนาแน่น มีรถจอดประชิดรางจำนวนมาก ทำให้ไม้กั้นไม่สามารถลงปิดได้ ตำรวจไม่ได้รักษากฎหมาย ขณะที่รถไฟขบวนสินค้าที่ 2126 (แหลมฉบัง-บางซื่อ) ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์น้ำหนักหลายพันตัน พุ่งชนรถเมล์เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง

ผลการตรวจกล่องดำของขบวนรถสินค้าที่ 2126 พบว่ารถไฟใช้ความเร็ว 34 กม./ชม. ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ และลดเหลือ 28 กม./ชม. ขณะชน แม้ความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. ที่กำหนด แต่การลงเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดเกิดเหตุเพียง 100 เมตร และลากไป 80 เมตรจึงหยุดสนิท ถือว่าไม่เพียงพอสำหรับขบวนที่บรรทุกสินค้าหนักที่ต้องเบรกในระยะประมาณ 2 กม.

สุดช็อกฉี่ม่วง! จากรายงานของตำรวจที่ระบุว่า คนขับรถไฟขบวนเกิดเหตุพบสารเสพติด และยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ จากกรมการขนส่งทางราง (ขร.)
ทันทีที่ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) สั่งการขั้นเด็ดขาด ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมสั่งพักงานพนักงานขับรถไฟและพนักงานคุมไม้กั้นที่เกี่ยวข้องทันที และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
นอกจากนี้ยังสั่งสืบสวนเชิงลึกว่าผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้ผู้มีประเด็นเรื่องสารเสพติดมาปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟ ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร
เพื่อแก้ปัญหาบุคลากร ขร. ได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้ รฟท. และผู้ให้บริการระบบรางทุกราย จัดให้มีการตรวจคัดกรอง สารเสพติด และวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ กับพนักงานที่มีหน้าที่ขับขี่และควบคุมการเดินรถทุกคน รวมถึงพนักงานภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย (เช่น คนคุมไม้กั้น) ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละผลัด โดยใช้มาตรการ “Zero Tolerance” (ต้องเป็นศูนย์เท่านั้น) …..ซึ่งตามปกติแล้วการตรวจวัดสารเสพติดและความเมา หน่วยงานต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของการเยียวยาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ( ขสมก.) ยืนยันจ่ายค่าเยียวยาผู้เสียชีวิตสูงสุดรายละ 1.5 ล้านบาท ขาดเจ็บตามกรณี 8 หมื่นบาทถึง 5 แสนบาท และ รฟท. พร้อมดูแลผู้ได้รับผลกระทบตามมาตรการสูงสุด
ขณะที่กระทรวงคมนาคม ตั้งกรรมการสอบข้อเท้จริงแยกเป็น 2 ชุดหลักๆ ของรถไฟและรถเมล์ โดยมีคำประกาศจากรมช. คมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ว่า จะต้องแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ด้านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้เร่งแก้ปัญหาการออกแบบด้านโครงสร้างด้วยการสร้างอุโมงค์เพื่อแยกประเภทการใช้งานของรถ
ถอดบทเรียนเบื้องต้น หายนะครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า นอกจากปัญหาความปลอดภัยในการก่อสร้างที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากแล้ว วิกฤตศรัทธาต่อความปลอดภัยสาธารณะของประเทศไทยกำลังอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง จากปัญหารากเหง้าของสังคมไทยเอง
ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์
……………………………………………….
นายสปีด
***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่



