ทำเอาฮือฮาอย่างหนัก!! เพราะประชาชนไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกบิลค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายทุกเดือน ต้องจ่ายค่าไฟทางสาธารณะแฝงรวมไปด้วย…เกิดข้อถกเถียงอย่างหนัก? มันหน้าที่ของหน่วยงานท้องถิ่น หรือกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทที่ใช้ไฟทาง ต้องเป็นผู้จ่ายใช่หรือไม่ เพราะเป็นผู้ใช้โดยตรง เรื่องนี้ “เอกนัฏ” ย้ำเป็นเรื่องไม่แฟร์  ไม่เป็นธรรม เอามาแฝง มาหลบตาประชาชนได้
ยังไง  “ใครใช้คนนั้นต้องจ่าย”  คุยกับนายกฯ ยังบอก “เฮ้ย! เรื่องนี้ไม่ได้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบเอง” 

ด้วยบุคลิก ท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า การจับประเด็นต่าง ๆ ของ  “เอกนัฏ”  ที่เรียกว่า เล่นประเด็น “เป็น”  ทำให้ทุกครั้ง
ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ มักจะกระแทกความรู้สึกสร้างความหวังให้กับประชาชน จนทำให้ทุกคน “ตั้งความหวังสูง” กับ “เอกนัฏ” แทบทุกครั้ง!! นับตั้งแต่เข้ามาเป็น “รมว.พลังงาน” ใหม่ ๆ ประกาศรื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาน้ำมัน ทั้งค่าไฟใหม่ คนไทยต้องใช้ไฟไม่ถึงหน่วยละ 3 บาท ตามนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย 

แต่สุดท้าย คาดว่าจะไปใส่ในกลุ่มผู้ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย ไม่ใช่ทั้งบิลค่าไฟ ต่อมาก็ประกาศปรับโครงสร้างค่าไฟอัตราก้าวหน้า หรือค่าไฟขั้นบันไดใหม่ ตอนแรกจะประกาศใช้ให้ทันบิล มิ.ย.นี้ แต่ก็ใช้ไม่ทัน ด้วยเหตุหลังจากเปิดประชาพิจารณ์แล้ว ประชาชนแห่คอมเมนต์ไม่เห็นด้วย! ไม่เทความเห็นไปข้อใดข้อหนึ่ง เพราะค่าไฟฐานใหม่ กลุ่มผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ดันต้องใช้ค่าไฟแพงขึ้น ทุกอย่างเลยต้องกลับไปตั้งหลักใหม่ ประกาศเลื่อน พับแผนไปก่อน แต่ยังไม่ถึงขนาดยกเลิก… 

จึงทำให้คนเริ่ม เอ๊ะ เอ๊ะ และเอ๊ะ พร้อมตั้งคำถาม ที่กระทรวงพลังงานมาประกาศรื้อ “ค่าไฟทางสาธารณะ” แฝงในบิล เป็นการเบี่ยงเปลี่ยนประเด็นใหม่หรือไม่? หลังจากค่าไฟฐานใหม่ 3 บาท ยังไม่คืบ… 

ถ้านับเรื่องการ  “รื้อ”  ค่าไฟแฝงจริง ๆ  ไม่ใช่แค่จะรื้อค่าไฟทางสาธารณะเท่านั้น  แต่ “เอกนัฏ” ได้ประกาศ 3 ปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไทยแพง และเป็นภาระของประชาชนมาอย่างยาวนาน  

รื้อแรกยกเลิกสัญญาทาสโซลาร์เซลล์เก่า (แอดเดอร์) ซึ่งในอดีตมีการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาสูงถึง 3 บาท จนถึง 8 บาทต่อหน่วย ตั้งเงื่อนไขต่อสัญญาโดยอัตโนมัติทุก 5 ปี ทั้งที่ในปัจจุบันราคารับซื้อจริงอยู่เพียง 2 บาทกว่าเท่านั้น ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและทำให้ต้นทุนรวมสูงเกินจริง เรื่องนี้ได้อยู่ระหว่างการหารือกับอัยการสูงสุด เพื่อให้รัดกุมที่สุด  ถ้าเขาฟ้อง เราต้องชนะ ให้เป็นบรรทัดฐาน 

รื้อที่สองต้องลดความสูญเสียที่ไม่ได้เกิดจากเทคนิค รวมทั้งต้นทุนค่าไฟแฝง อย่างค่าไฟทางสาธารณะ เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่เคยรู้ และต้องรีบดึงออกจากระบบให้เร็วที่สุด 

รื้อที่สาม…จัดการค่าพร้อมจ่าย หรือค่าเอพี ของโรงไฟฟ้าเอกชน จากปัญหาในอดีตที่มีการคาดการณ์ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินจริง ทำให้รัฐไปเซ็นสัญญาจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดสภาวะโรงไฟฟ้าอยู่เฉย ๆ ก็ได้เงิน จากภาษีประชาชน เพื่อเป็นค่าสำรองจ่าย  

จากทั้งสามเรื่องรื้อหลักนี้  “เอกนัฏ” มองว่า ในเรื่องของการรื้อเรื่องที่ 3 การจัดการค่าพร้อมจ่ายและความไม่มีประสิทธิภาพในระบบ จะเป็นเรื่องที่เห็นผลเป็นรูปธรรมรวดเร็วที่สุด โดยเตรียมจะนำเรื่องเปิดประเภทผู้ใช้ไฟใหม่เป็น “ประเภทที่ 9” สำหรับดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อแก้เรื่องค่าพร้อมจ่าย โดยจะนำค่าไฟจากกลุ่มดาต้า เซ็นเตอร์ (ที่จะสูงกว่าค่าไฟครัวเรือนประชาชน แต่จะไม่สูงเกินจนกระทบการลงทุน) มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้ ไม่ใช่ให้ประชาชนแบกรับแทน  

ส่วนเรื่องกระชากค่าไฟสาธาณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย! ล่าสุด พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หน่วยงานที่กำกับดูแลค่าไฟของประเทศ  ออกมาระบุชัดว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าสาธารณะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มีจุดเริ่มต้น
จากมติ ครม. ปี 30 และได้รับการปรับปรุงตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  (กพช.) หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าและบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  

ทั้งนี้ทาง กกพ.พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ. ก็พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช.

“ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ติดตาม ผลักดัน และเร่งรัดการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ กฟน. และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 66 เพื่อให้สามารถตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 69 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด” 

แปลง่าย ๆกกพ.พร้อมทำตามนโยบาย แต่ขอให้ไปยกเลิกมติ กพช.เดิมมาก่อน”  ก็ต้องดูว่า ทางเอกนัฏจะนำเรื่องนี้
เข้า ครม. เข้า กพช. ได้ชัดเจนเมื่อไร!! อีก 2 เดือน หรือ 3 เดือน 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน อธิบายให้เห็นภาพว่า  “ค่าไฟสาธารณะ” เช่น  ไฟถนน ไฟทางหลวง หรือไฟที่หน่วยงานท้องถิ่นใช้ในปัจจุบันไม่ได้ถูกคิดค่าไฟแบบผู้ใช้ทั่วไปทั้งหมด เพราะมีนโยบายให้เทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รับสิทธิใช้ฟรีบางส่วน โดยกำหนดโควตาไว้ที่ 10% ของฐานการใช้ไฟของบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็กในพื้นที่ หากใช้ไม่เกินกรอบนี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (พีอีเอ) จะไม่เรียกเก็บค่าไฟ แต่หากเกินจึงคิดตามอัตราปกติ

ประเด็นสำคัญ คือ ต้นทุนไฟสาธารณะไม่ได้หายไป แต่ถูกนำไปรวมเฉลี่ยอยู่ในโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟประเภทอื่น ทำให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมรับภาระทางอ้อม แม้ว่าไม่ได้แสดงอย่างชัดเจนในบิลค่าไฟ  ยกตัวอย่าง  ปี 66 พบว่า การใช้ไฟสาธารณะของ กฟน. และ กฟภ. รวมประมาณ 4,447 ล้านหน่วย คิดเป็นต้นทุนประมาณ 20,482 ล้านบาทต่อปี หากให้
หน่วยงานรัฐที่ใช้ไฟเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง อาจช่วยลดค่าไฟเฉลี่ยของผู้ใช้ไฟทุกประเภทได้ประมาณหน่วยละ 10 สตางค์

แต่ถ้ายกเลิกการอุดหนุนทันที อาจกระทบ อปท.ขนาดเล็กที่รายได้ไม่เพียงพอ จึงมีข้อเสนอให้ปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ให้ท้องถิ่นรับผิดชอบค่าไฟมากขึ้นตามความพร้อม พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการไฟ เช่น เปลี่ยนเป็นหลอดแอลอีดี เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว 

สุดท้ายแล้ว การรื้อค่าไฟครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การหยิบยกประเด็นค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยครั้งใหญ่ ที่แก้ปัญหาที่ฝังรากมานาน โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า ประชาชนจะได้เห็นค่าไฟลดลงหน่วยละกี่สตางค์ แต่อยู่ที่ว่าใครควรเป็นคนจ่ายและระบบค่าไฟใหม่จะเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่ต้องจับตาว่า การรื้อครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ของค่าไฟไทย หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจุดขึ้นมาแล้วเงียบหายเหมือนหลาย ๆ เรื่อง!.

อารีพร อัศวินพงศ์พันธ

อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ค่าไฟสาธารณะ เป็นค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมไฟส่องสว่างตามถนนสายรอง ถนนเชื่อมหมู่บ้าน รวมถึงไฟฟ้าบริเวณอุโมงค์ สะพานข้ามคลอง และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ในชุมชน โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกนับรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้ามาโดยตลอด ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้รับสิทธิยกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในสัดส่วน 10% ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ รวมถึงกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐานที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศต้องร่วมรับภาระ

“หากประชาชนในพื้นที่ใช้ไฟฟ้ารวมกัน 100 หน่วย อปท. จะได้รับสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 10 หน่วย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกที่มีมานานกว่า 20 ปี ซึ่งโครงสร้างค่าไฟที่ประชาชนจ่ายอยู่ในปัจจุบันมีความซับซ้อน และยังมีต้นทุนแฝงอีกหลายส่วนที่ไม่จำเป็นต้องผลักภาระมายังประชาชนแม้รมว.พลังงาน จะพูดถึงหลายองค์ประกอบของค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นค่าแอดเดอร์ หรือค่าใช้จ่ายอื่น แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ ค่าความพร้อมจ่าย มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30-49 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งที่ประชาชนไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยตรง แตกต่างจากค่าไฟสาธารณะที่อย่างน้อยประชาชนยังได้รับประโยชน์จากการใช้งานจริง และมีมูลค่าเพียงราว 10 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น อย่างไรก็ตามค่าไฟสาธารณะ อาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง เพราะอย่างน้อยประชาชนยังได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ควรถูกทบทวนจริง ๆ คือ ต้นทุนแฝง ที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ได้ใช้”

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

ณัฏฐ์ มงคลนาวินผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและนักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธการสังคม  ระบุว่า ปริมาณไฟฟ้าสาธารณะคิดเป็น 2-2.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ  เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้วราคาจะอยู่ที่หน่วยละ10-15 สต. เช่น หากเดือนนี้ใช้ไฟไปทั้งหมด 400 หน่วย คิดเป็นเงินค่าไฟ1,600-1,800 บาท เงินที่ร่วมหารเฉลี่ยจ่ายค่าไฟทางสาธารณะจะซ่อนอยู่ 40-60 บาท 

ทั้งนี้ถ้าให้ถอดบทเรียนต่างประเทศที่มีการจัดสรรงบประมาณและการจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ จะเห็นภาพเปรียบเทียบชัดเจนในการแก้ปัญหาภาพลวงตาทางการคลัง เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ จะแยกกระเป๋า 100% โดยใช้หลักการแยกตามเขตอำนาจชัดเจน มิเตอร์ไฟส่องทางจะถูกแยกต่างหากและส่งบิลไปเก็บที่เทศบาลเมือง หักจ่ายจากภาษีท้องถิ่นที่เก็บจากประชาชนโดยตรง ไม่มีการนำไปเฉลี่ยปนในบิลค่าไฟบ้านของประชาชนรายย่อย หรือที่บราซิล จะใช้โมเดลภาษีไฟทางที่โปร่งใส มีการจัดตั้งภาษีเฉพาะที่เรียกว่า “COSIP”  ส่วนไทยควรแยกภาระและตัดงบประมาณให้ตรงจุด  รัฐบาลและ กกพ. ต้องแยกภาระค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานของประชาชนโดยบังคับให้อปท.หรือกรมทางหลวง เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง 100% จากเงินภาษีท้องถิ่นและภาษีที่ดินที่จัดเก็บไปแล้ว, ปฏิรูปโครงสร้างบิลค่าไฟเพื่อความโปร่งใส แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ระบบอุดหนุนข้ามกลุ่ม บิลค่าไฟฟ้าควรมีช่องแยกระบุให้ชัดเจนว่าเงินทุกบาทนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างไร เป็นต้น