ความน่ากลัวของมะเร็งรังไข่คือ ในระยะเริ่มต้นของโรคแทบจะไม่มีอาการเตือนใด ๆ หรือหากมีก็จะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจงคล้ายกับโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย รู้สึกอิ่มเร็ว ปวดแน่นท้องน้อยเรื้อรัง หรือมีขนาดท้องที่โตขึ้นผิดปกติจากการมีน้ำในช่องท้อง ซึ่งผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการของโรคกระเพาะ ส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 70 มาพบแพทย์เมื่อโรคได้ลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ไปแล้ว ซึ่งเป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายไปทั่วอุ้งเชิงกรานและช่องท้อง การตรวจพบในระยะลุกลามนี้ทำให้อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี (5-year Survival Rate) ลดต่ำลง สวนทางกับกรณีที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่รังไข่ ซึ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่ามาก ดังนั้นการทำความเข้าใจภาพรวมและตระหนักถึงสัญญาณเตือนทางร่างกายของมะเร็งรังไข่จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงเท่าทันโรคและเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ ได้แก่ ปัจจัยด้านการเจริญพันธุ์ (Reproductive Risk Factors) สตรีที่มีรอบการตกไข่ในชีวิตจำนวนมากจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว (ก่อนอายุ 12 ปี) ผู้ที่หมดประจำเดือนช้า (หลังอายุ 52 ปี) หรือสตรีที่ไม่มีบุตร โดยทุก ๆ 1 ปีที่มีรอบตกไข่จะสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้อยละ 7 ในทางตรงกันข้ามสตรีที่เคยตั้งครรภ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) หรือการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ถึงร้อยละ 30-60 นอกจากนี้ ปัจจัยด้านพันธุกรรม (Genetics) ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยหากมีญาติสายตรงลำดับที่ 1 (First-degree Relative) เช่น มารดา พี่สาว หรือน้องสาว เป็นมะเร็งรังไข่ 1 คน จะมีความเสี่ยงประมาณร้อยละ 5 และหากเป็นญาติสายตรงลำดับที่ 2 (Second-degree Relative) เช่น ยาย ย่า หรือป้า จะมีความเสี่ยงประมาณร้อยละ 3.5 นอกจากนี้ สตรีที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน (Gene Mutation) จากโรคอื่น เช่น กลุ่มอาการมะเร็งเต้านมและรังไข่ทางพันธุกรรม (Hereditary Breast and Ovarian Cancer Syndrome) หรือกลุ่มอาการมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแบบพันธุกรรมชนิดไม่มีติ่งเนื้อ (Hereditary Nonpolyposis Colorectal Cancer) จะมีความเสี่ยงตลอดชีวิตสูงขึ้นอย่างมาก (ร้อยละ 13-58 และร้อยละ 3-14 ตามลำดับ) และมักพบโรคได้ตั้งแต่อายุน้อย อีกทั้งโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ภาวะนี้สัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวบางชนิด

ความเสี่ยงทางพันธุกรรมและการรักษา (Genetic Risk and Treatment) โดยผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิว (Epithelial Ovarian Cancer) ทุกราย หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเข้าเกณฑ์โรคมะเร็งทางพันธุกรรม ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงและรับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ (Genetic Counseling) จากแพทย์หรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการเลือกชนิดการตรวจยีนสามารถตรวจได้ 2 รูปแบบหลัก คือ การตรวจหาการกลายพันธุ์จากเลือด (Germline Mutation Testing) เพื่อดูความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่ส่งต่อในครอบครัว และการตรวจจากชิ้นเนื้อมะเร็งโดยตรง (Somatic Mutation Testing) เพื่อหาการกลายพันธุ์ในก้อนมะเร็ง หรือตรวจภาวะความบกพร่องของระบบซ่อมแซมดีเอ็นเอ (Homologous Recombination Deficiency หรือ HRD) ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเลือกยาต้านมะเร็ง หากตรวจพบการกลายพันธุ์ชนิดก่อโรคของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากยามุ่งเป้ากลุ่มยับยั้งพาร์ป (PARP Inhibitor หรือ PARPI) นอกจากนี้ยังมีการตรวจด้วยชุดตรวจหลายยีนพร้อมกัน (Multi-gene panel test) เช่น ยีน TP53, PALB2, ATM, BRIP1, RAD51C, RAD51D และยีนในกลุ่มซ่อมแซมดีเอ็นเอที่จับคู่ผิดพลาด (Mismatch Repair Genes) นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกวิธีการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยง (Risk-Reducing Surgery) โดยในสตรีที่ตรวจพบยีนกลุ่มนี้กลายพันธุ์และมีบุตรเพียงพอแล้ว แนะนำให้ผ่าตัดปีกมดลูกและรังไข่ทั้งสองข้างเพื่อลดความเสี่ยง (Risk-Reducing Salpingo-Oophorectomy หรือ RRSO)

การตรวจคัดกรอง (Screening) ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจคัดกรอง (Screening) ที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจภายใน การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง CA-125 หรือการตรวจอัลตราซาวนด์อุ้งเชิงกราน (Pelvic Ultrasonography)

การรักษา (Treatment) การดูแลรักษามะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวมีแนวทางหลักที่ผสมผสานกัน โดยต้องผ่านการประเมินรอบด้านจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช (Gynecologic Oncologist) และทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ การผ่าตัดปฐมภูมิ (Primary surgery) การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) และการให้ให้ยามุ่งเป้า​ (Targeted Therapy)

มะเร็งรังไข่ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น “ภัยเงียบ” ที่มีความรุนแรงและมักตรวจพบในระยะลุกลามอันเนื่องมาจากอาการที่คลุมเครือและการขาดระบบตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพในประชากรทั่วไป แต่ภาพรวมของการดูแลรักษาในปัจจุบันมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก การตระหนักรู้ คือเกราะป้องกันแรก การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเอง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่กระบวนการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ การตรวจยีน (Genetic Testing) โดยเฉพาะยีน BRCA1 และ BRCA2 ไม่เพียงแต่ช่วยวางแผนผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยง (Risk-Reducing Surgery) ในกลุ่มครอบครัวที่มีประวัติเสี่ยงสูงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งช่วยเพิ่มระยะปลอดโรคและอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ และการรักษาแบบเฉพาะบุคคลและองค์รวม การผ่าตัดร่วมกับการวางแผนให้ยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ช่วยให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่ตรงจุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกระยะของโรค

หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ LINE : NCI รู้สู้มะเร็ง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ปัญจวิชญ์ ปทุมานุสรณ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชกรรม สาขามะเร็งวิทยานรีเวช สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์