ท่ามกลางคำถามเสียงดังถึงประสิทธิภาพ กลไก การปราบปรามปัจจุบัน ทั้งบทบาทของสำนักงานป.ป.ช. และความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย  “ทีมข่าวอาชญากรรม”มีโอกาสสอบถามมุมมองถึงสนามสอบโกงครั้งใหญ่นี้กับ ดร.มานะ  นิมิตรมงคล  ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)  เปิดเผยวงจรอุบาทว์โกงสอบที่เกิดขึ้นว่า การเกิดขึ้นของคดีโกงสอบท้องถิ่นทั่วประเทศครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมามีการโกงสอบบรรจุข้าราชการแทบทุกประเภทและเกิดขึ้นทั่วประเทศ

ประเภทที่พบมากและปรากฏข่าวบ่อยสุดคือ การสอบบรรจุครู ข้าราชการอบต. ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และตำรวจ  สาเหตุหลักเพราะที่ผ่านมาประเทศไทย ไม่มีระบบป้องกันการทุจริตสอบที่จริงจัง มีเพียงมาตรการที่พูดกันให้ “คนนอก”ดูน่าเชื่อถือ แต่“คนใน”สามารถวางแผนใช้อำนาจหน้าที่ของตนเอง“ปกปิด”ข้อมูล และซ่อนเร้นพฤติกรรม จนทำให้เกิดการโกงการสอบมาได้ตลอดเวลา

จุดอ่อนโครงสร้าง : ทำไมตำรวจคล่องตัวกว่า ป.ป.ช.?

ประเด็นที่สังคมตั้งคำถามกันมากคือ ทำไมตำรวจจึงสามารถเดินคดีและเข้าตรวจค้นจับกุมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กระบวนการของป.ป.ช. มักใช้เวลานาน ดร.มานะ อธิบายว่า ตำรวจมีความคล่องตัวสูงกว่า มีเครือข่ายการทำงานจำนวนมากทั่วประเทศ และสามารถประสานสั่งการในระดับผู้บังคับบัญชาจบได้ภายใน 1-2 วันเท่านั้น กลับกัน ป.ป.ช.มีข้อจำกัดตามขั้นตอนกฎหมายและระเบียบราชการ

“การลงพื้นที่สืบสวนหาข้อมูลหรือรวบรวมพยานหลักฐาน  ส่วนใหญ่เกิดขึ้นต่อเมื่อมีเรื่องร้องเรียนและการขยับขึ้นมาเป็นข่าวใหญ่โตแล้ว น้อยมากที่ ป.ป.ช. จะลุกขึ้นมาดำเนินการได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้น

“กังวล”ทุกอย่างจะกลายเป็น“ความลับ”

นอกจากนี้ กระบวนการของ ป.ป.ช. มีขั้นตอนที่ต้องขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาไล่ขึ้นไปถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีระเบียบสำคัญที่สร้างความอึดอัดใจให้แก่ประชาชน คือ ทันทีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้รับเรื่องและตั้งอนุกรรมการ

สิ่งนี้ขัดกับบรรทัดฐานและความต้องการของประชาชน เมื่อเกิดคดีคอร์รัปชันขนาดใหญ่ ประชาชนย่อมอยากรับรู้ข้อมูลและความคืบหน้า แต่คดีดังกล่าวมักถูกปิดเงียบทันที และจะกลับมาพูดถึงอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปครึ่งปี 1 ปี หรือ 3 ปี สะท้อนจุดอ่อนที่ ป.ป.ช. ไม่ออกมาแจงข้อมูลต่อสาธารณะในระยะเริ่มต้น

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบคดีโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ว่า ป.ป.ช. ทำได้ดีมากและอยู่ในความสนใจของประชาชน  เพราะวันแรกที่จับกุม มีบุคคลระดับรองเลขาธิการป.ป.ช. ร่วมแถลงข้อมูลพร้อมตำรวจ ทำให้สื่อมวลชนได้ข้อมูลกระจ่างพอจะไปสืบสาวราวเรื่องต่อได้ ดังนั้น หาก ป.ป.ช. ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ในทุกเรื่องก็จะได้รับความไว้ว่างใจจากประชาชนมากขึ้น

เมื่อเทียบทำงานระหว่างการใช้หมายค้นและอายัดพยานหลักฐานอย่างรวดเร็วของตำรวจ กับการไต่สวนที่ใช้เวลานานของ ป.ป.ช. ดร.มานะ สะท้อนมุมมองว่าตามกฎหมายของ ป.ป.ช.กำหนดให้ต้องไต่สวนคดีและชี้มูลความผิดภายใน 2 ปี หรือล่าช้าไม่เกิน 3 ปี แต่ในทางปฏิบัติ หากเป็นคดีเล็ก ๆน้อย ๆ เช่น การเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ตัวเล็กตัวน้อย จะมีการเร่งรัดและส่งฟ้องศาลได้เร็ว แต่พอเป็นคดีเกี่ยวกับผลประโยชน์คนตัวใหญ่ อำนาจ และการเมือง มักจะมีการดึงเรื่องและลากถ่วงเวลามาก ๆ

คดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมักเกี่ยวข้องกับนักการเมืองใหญ่ ข้าราชการระดับสูง หรือข้าราชการที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีอิทธิพล ทำให้สังคมไม่เห็นภาพการจัดการ“ปลาใหญ่” จนเกิดความรู้สึกและวิจารณ์ว่า ป.ป.ช. มีการทำงานแบบสองมาตรฐาน ซึ่งเป็นความจริงที่สังคมต้องยอมรับและเผชิญหน้า

ต้นน้ำปราบ  บังคับกฎหมายจริงจัง ดีกว่ารอปลายเหตุ

ดร.มานะ  ชี้หากจะเอาจริงเรื่องการป้องกันและยับยั้ง ประเทศไทยต้องเน้นบังคับใช้กฎหมายทั่วถึงและจริงจัง  ต้องจัดการกับผู้กระทำผิดรายย่อย และมีมาตรการยับยั้งการกระทำผิดให้ชัดเจนทันที เช่น การสั่งปิดสถานบริการ การพักใบอนุญาต หรือการใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายให้อำนาจไว้อยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ยังไม่ต่อเนื่องและไม่จริงจัง หากทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน ใช้ข้อมูลจากการสอบสวนควบคู่ จะทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น แม้ปัจจุบันการดึงข้อมูลของหน่วยงานหนึ่งมาใช้ อีกหน่วยงานหนึ่งจะยังติดขัดเรื่องข้อกฎหมายก็ตาม

ประเด็นคอร์รัปชันในไทย  ไม่ว่าจะลอบเปิดสถานบริการเถื่อน ค้ามนุษย์ พนันออนไลน์ หรือทุจริตสอบบรรจุ ล้วนเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี หากมีการสืบสวนหาข้อมูลแต่เนิ่น ๆ และทบทวนข้อผิดพลาดเพื่อปรับปรุงระดับมหภาคของประเทศ จะสามารถป้องกันไม่ให้“โศกนาฏกรรมทางสังคม”เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ความกังวล“ตัดตอน”แบบหลวม  ๆ  

ดร.มานะ แสดงความกังวลต่อคดีโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้ว่า สร้างคำถามต่อ“ความเชื่อมั่น”ของประชาชนมาก ว่าหากตำรวจไม่มีปฏิบัติการเชิงรุก เรื่องทั้งหมดอาจไม่ถูกเปิดโปง และสิ่งที่สังคมกำลังกังวลคือ สุดท้ายอาจไม่มีการขยายผลถึงเครือข่ายระดับที่สูงขึ้น

“เกรงว่ามันจะเป็นการตัดตอนอย่างหลวม ๆ และอาจจะจบเรื่องได้แค่ข้าราชการระดับล่างไม่กี่คน ทั้งที่ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาบ่งชี้ชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับข้าราชการระดับสูงและเส้นทางการเงิน

พร้อมย้ำทิ้งท้าย กลไกปราบปรามคอร์รัปชั่นของไทยต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นธรรมในการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ และการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ทันทีที่มีเบาะแสทุจริต เจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจสอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา

“หากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามขั้นตอนปกติ แล้วปล่อยให้เรื่องขึ้นหน้ากระดานของป.ป.ช.ที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน หรือหลายปีกว่าที่เราจะได้ยินข่าวคราวความคืบหน้าอีกครั้ง นั่นอาจจะสายเกินไป.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน