ปอดอักเสบจากไวรัส RSV ภัยร้ายทางเดินหายใจที่ผู้สูงอายุไม่ควรมองข้าม

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สิ่งที่มักจะมาพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ปอดอักเสบจากไวรัส RSV หลายคนมักจะมีความเข้าใจผิดและเชื่อว่าเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อโรคที่จะเกิดขึ้นและสร้างความอันตรายเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้ถือเป็นสาเหตุต้น ๆ ของการติดเชื้อทางเดินหายใจที่นำไปสู่ภาวะปอดอักเสบในผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ และที่น่ากลัวคือในประเทศไทยสามารถพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส RSV ได้ตลอดทั้งปี โดยจะพบมากเป็นพิเศษในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูหนาว

กลไกการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส RSV นั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายผ่านการไอ การจาม หรือแม้กระทั่งการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเพียงแค่ 1 ราย ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อส่งต่อให้กับผู้อื่นได้มากถึง 3 คนเลยทีเดียว เมื่อผู้ใหญ่ได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว มักจะแสดงอาการที่คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการมีไข้ มีน้ำมูก หรืออาการไอ แต่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและมีโรคประจำตัวร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักจะไม่จบลงเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจลุกลามจนมีอาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด และหากไม่ได้รับการวินิจฉัยรวมถึงการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที อาการติดเชื้อ RSV เมื่อลงปอดแล้ว ก็สามารถรุนแรงขึ้นจนอาจกลายเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุด

เปิดสถิติตัวเลขความรุนแรง เมื่อกลุ่มโรคเสี่ยงต้องเผชิญหน้ากับเชื้อร้าย

ความน่ากลัวของภาวะปอดอักเสบจากไวรัส RSV ในผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไปนั้น มีสถิติความรุนแรงที่มากกว่ากลุ่มเด็กเล็กที่อายุ 2-5 ปีถึง 10 เท่า จากข้อมูลงานวิจัยพบว่า หากผู้สูงอายุติดเชื้อไวรัส RSV อาจนำไปสู่การที่คนไข้ที่ต้องเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตประมาณ 2 ใน 5 ราย โดยภาพรวมแล้วผู้สูงอายุที่ติดเชื้อจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 26.7% เลยทีเดียว

หากเจาะลึกไปที่กลุ่มโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจเรื้อรัง โรคเบาหวานที่มีการทำลายของอวัยวะอื่น และโรคไตเรื้อรังระยะ 4-5 จะพบว่าระดับความรุนแรงนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับเชื้อเข้าไป โดยสามารถแบ่งตามกลุ่มโรคได้ดังนี้:

  • กลุ่มโรคปอดเรื้อรัง: สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด จะมีโอกาสที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นถึง 7-8 เท่า ส่วนผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) จะมีโอกาสนอนโรงพยาบาลสูงขึ้นประมาณ 10 เท่า ซึ่งการติดเชื้อ RSV จะเข้าไปกระตุ้นให้อาการของโรคปอดเดิมกำเริบหนัก ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU สูงถึง 17.9% และมีอัตราที่จำเป็นต้องใส่ท่อเครื่องช่วยหายใจ 9.0%
  • กลุ่มโรคหัวใจเรื้อรัง: ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจเดิมอยู่แล้ว จะมีโอกาสนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงขึ้นประมาณ 4 เท่า และในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หากเป็นโรคหัวใจล้มเหลวจะมีโอกาสนอนโรงพยาบาลสูงขึ้น 7.6 เท่า นอกเหนือจากนี้ ผู้ติดเชื้อ RSV ที่มีโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะทางหัวใจเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่า รวมถึงผู้ที่เคยเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายมาก่อน จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายมากขึ้น 3.5 เท่า
  • กลุ่มโรคเบาหวาน: เชื้อไวรัสจะเข้าไปเพิ่มความรุนแรงของการติดเชื้อ เนื่องจากประวัติโรคเบาหวานจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีโอกาสที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น 3-6 เท่า

นอกจากนี้ ไวรัส RSV ยังทำให้ผู้ป่วยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการทำงาน รวมถึงสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติยาวนานต่อเนื่องถึง 6 เดือน หลังจากที่สิ้นสุดการรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปอดอักเสบจากไวรัส RSV เป็นสิ่งที่ “ติดแล้วชีวิตอาจเปลี่ยน” จากที่เคยเป็นผู้สูงอายุที่สามารถเดินเหินได้อย่างคล่องตัว มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็อาจจะกลายสภาพเป็นคนที่เสียสมรรถภาพทางร่างกาย และต้องเผชิญกับความทรมานทางร่างกายที่รบกวนความสุขในชีวิต

แนวทางการรับมือและทางเลือกในการป้องกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

แม้ว่าผลกระทบจากภาวะปอดอักเสบจากไวรัส RSV จะน่ากังวล และในปัจจุบันโรคนี้จะยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะเจาะจงก็ตาม แต่เราทุกคนก็สามารถเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียได้ โดยเริ่มต้นจากการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยพื้นฐานอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ที่ผสมแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% ขึ้นไป การสวมหน้ากากอนามัยอย่างสม่ำเสมอเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด และการพยายามเว้นระยะห่างจากผู้ที่มีอาการป่วยหรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV

นอกจากมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลแล้ว ในปัจจุบันการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการช่วยปกป้องร่างกาย โดยวัคซีนในปัจจุบันนั้นถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถครอบคลุมและป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ของเชื้อ RSV ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ A หรือสายพันธุ์ B ซึ่งรูปแบบของวัคซีนจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่ ชนิดที่ 1 คือวัคซีนที่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน และชนิดที่ 2 คือวัคซีนที่ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV จนส่งผลร้ายต่อระบบหัวใจและปอด ผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไป ตลอดจนผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง จึงควรตระหนักและใส่ใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยสามารถเข้าพบและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางในการป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปกป้องชีวิตและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอย่างยั่งยืนต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. CDC; 2025; Clinical Overview of RSV. (Retrieved July 24, 2026). from https://www.cdc.gov/rsv/hcp/clinical-overview/index.html
2. Tanriover M.D;HUMAN VACCINES & IMMUNOTHERAPEUTICS;2025;21;1-14
3. Thongpan I;Scientific Reports;2020;10;1-7
4. WHO; 2025; Respiratory syncytial virus (RSV) (Retrieved July 24, 2026) https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/respiratory-syncytial-virus-%28rsv%29
5. CDC; 2026; How RSV Spreads. (Retrieved May 24, 2026)  https://www.cdc.gov/rsv/causes/index.html
6. Reis J;PLOS Computational Biology;2016;12;1-15
7. CDC; 2026; Symptoms and Care of RSV. (Retrieved July 24, 2026) https://www.cdc.gov/rsv/symptoms/index.html
8. CDC; 2026; RSV in Adults. (Retrieved July 24, 2026)  https://www.cdc.gov/rsv/adults/index.html
9. Colosia AD;PLOS ONE;2017;12;1-20
10. Khaing W;Influenza and Other Respiratory Viruses;2024;18;1-11
11. Chuaychoo B;International Journal of Infectious Diseases;2021;110; 237–246
12. สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย. (2569). คําแนะนําการให้วัคซีนป้องกันโรคสําหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุปี พ.ศ. 2569. เข้าถึงเมื่อ 24 กรกฎาคม 2569. เข้าถึงได้จาก https://idthai.org/Contents/Views/?d=!17!9!!1099!
13. Prasad N;Clinical Infectious Diseases;2021;73;e158-e163
14. Penders Y;Current Allergy and Asthma Reports;2025;25;1-16
15. Malpuru S;Influenza Other Respir Viruses;2022;16(6):1172-1182
16. Branche AR;Clinical Infectious Diseases;2022;74;1004-1011
17. Kujawski SA;PLoS One;2022;17;1-10
18. Woodruff R;JAMA Intern Med;2024;184;602-611
19. Kwong JC;The New England Journal of Medicine;2018;378;345-353
20. Santus P;Respiratory Medicine;2023;218;1-7
21. Branche AR;Influenza Other Respir Viruses;2022;16;1151-1160
22. Nam HH;British Medical Journal;2019;366;1-17
23. Kaler J;Cureus;2023;15 (3); e36342
24. CDC; 2025; Masks and Respiratory Viruses Prevention. (Retrieved July 24, 2026)  https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/prevention/masks.html
25. CDC; 2025; About Physical Distancing and Respiratory Viruses. (Retrieved July 24, 2026) https://www.cdc.gov/respiratory-viruses/prevention/physical-distancing.html
26. Papi A;N Engl J Med;2023;388;595-608s
27. Walsh EE;N Engl J Med;2023;388;1465-1477
28. Romano C;Health Qual Life Outcomes;2023;21;1-12
29. Liang C;JAMA Netw Open;2026;9;1-13
30. CDC; 2024; Hand Sanitizer Facts. (Retrieved July 24, 2026) https://www.cdc.gov/clean-hands/data-research/facts-stats/hand-sanitizer-facts.html
31. GBD 2023 Lower RTIs and AMR Collaborators; Lancet Infect Dis;2025;1–19
32. Healthdirect Australia; 2025; Respiratory syncytial virus (RSV). (Retrieved July 24, 2026) https://www.healthdirect.gov.au/respiratory-syncytial-virus-rsv
33. Falsey A;Influenza Other Respi Viruses;2022;16;79-89

NP-TH-RS-SMP-260005 | August 2026
Non-Promotional Material