นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เด็กที่ได้รับบาดแผลทางใจ ไม่ได้แสดงออกด้วยการพูดเสมอไป แต่กลับสะท้อนผ่าน “พฤติกรรม”
หลังจากเผชิญเหตุการณ์รุนแรง เช่น อุบัติเหตุ การสูญเสียคนในครอบครัว การถูกทำร้าย การล่วงละเมิด ความรุนแรงในบ้าน หรือภัยพิบัติ เด็กบางคนอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากเด็กที่เคยร่าเริง กลายเป็นคนเงียบ เก็บตัว หงุดหงิดง่าย หรือร้องไห้บ่อย ขณะที่บางคนกลับมีพฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน หรือควบคุมอารมณ์ได้ยาก จนผู้ใหญ่เข้าใจว่าเป็นเพียง “เด็กดื้อ”
ในความเป็นจริง พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นวิธีที่เด็กกำลังสื่อสารว่า “หัวใจของเขาได้รับบาดแผล”
โรค Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย รวมถึงเด็กและวัยรุ่น แม้จะเผชิญเหตุการณ์เดียวกับผู้ใหญ่ แต่อาการที่แสดงออกอาจแตกต่างกัน เนื่องจากสมองและทักษะการจัดการอารมณ์ของเด็กยังอยู่ในช่วงพัฒนา
เด็กเล็กอาจกลับไปมีพฤติกรรมเหมือนวัยที่อายุน้อยกว่า เช่น กลับมาปัสสาวะรดที่นอน ติดพ่อแม่มากขึ้น ดูดนิ้ว หรือร้องไห้เมื่อถูกแยกจากผู้ปกครอง บางคนเล่นซ้ำเรื่องเดิม ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรง โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

สำหรับเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น อาการอาจซับซ้อนมากขึ้น หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่หรือผู้คนที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ บางคนสะดุ้งง่าย นอนไม่หลับ ฝันร้าย ไม่มีสมาธิ ผลการเรียนตก หรือแยกตัวออกจากเพื่อนและครอบครัว ขณะที่วัยรุ่นบางรายอาจแสดงออกผ่านความโกรธ พฤติกรรมเสี่ยง การใช้สารเสพติด หรือการทำร้ายตนเอง ซึ่งบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียง “ปัญหาวัยรุ่น”
สาเหตุที่เด็กไม่สามารถเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ ไม่ได้แปลว่าเขาลืมเหตุการณ์นั้น แต่เป็นเพราะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาและการอธิบายความรู้สึกยังพัฒนาไม่เต็มที่ ขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความกลัวกลับจดจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
เด็กจึงอาจจำ “ความรู้สึก” ได้มาก กว่ารายละเอียดของเหตุการณ์
นั่นคือเหตุผลที่ผู้ใหญ่บางคนอาจได้ยินเด็กพูดว่า “ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่หนูกลัว” หรือ “หนูไม่อยากไปที่นั่น” โดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้

สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่เด็กทุกคนที่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจจะพัฒนาเป็น PTSD เด็กหลายคนสามารถฟื้นตัวได้ หากได้รับการดูแล ความรู้สึกปลอดภัย และการสนับสนุนจากครอบครัวอย่างเหมาะสม แต่หากอาการยังคงอยู่ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ส่งผลต่อการเรียน การเข้าสังคม หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรได้รับการประเมินจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
การรักษา PTSD ในเด็กไม่ได้อาศัยเพียงการดูแลตัวเด็กเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานร่วมกับครอบครัวด้วย เพราะพ่อแม่หรือผู้ดูแลคือบุคคลสำคัญที่ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับเด็กอีกครั้ง แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วยการทำจิตบำบัดที่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น การเล่นบำบัด (Play Therapy) หรือการบำบัดที่เน้นการรับมือกับบาดแผลทางใจ รวมถึงการใช้ยาภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ในกรณีที่มีความจำเป็น
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำ ไม่ใช่การเร่งให้เด็ก “ลืม” หรือบอกว่า “อย่าคิดมาก” แต่คือการรับฟังโดยไม่ตัดสิน เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความรู้สึกในแบบที่เขาทำได้ และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
เพราะบางครั้ง เด็กที่ดูเหมือนกำลังดื้อ กำลังเงียบ หรือกำลังเปลี่ยนไป อาจไม่ได้กำลังเรียกร้องความสนใจ แต่กำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือในแบบที่เขายังพูดออกมาไม่ได้
การสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และพาเด็กเข้าสู่การดูแลที่เหมาะสม อาจช่วยลดผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการ อารมณ์ และคุณภาพชีวิตของเด็กได้อย่างมาก เพราะบาดแผลทางใจในวัยเด็ก แม้จะมองไม่เห็น แต่หากได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง ก็สามารถฟื้นฟูและเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแรงเช่นเดียวกัน.
เขียนโดย : พญ.ปัทมาพร ทองสุขดี
เรียบเรียงโดย : ฐิติ ฐิติพันธุ์สรศักดิ์
โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital
โทร. 0-2589-1889 เว็บไซต์ bangkokmentalhealthhospital.com/



