เกือบ 20 ปีหรือ 2 ทศวรรษแล้วที่ ไทยพีบีเอส ถูกยกให้เป็น สื่อสาธารณะ ได้เงินจากภาษีบาป พวก เหล้า เบียร์ บุหรี่ ร่วมกับอีก 3 องค์กร กองทุนพัฒนาสื่อ กองทุนผู้สูงอายุ และ สสส. ที่เก็บเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตปกติราว 2 % ได้เพิ่มอีกหมื่นกว่าล้านบาท แล้วแบ่งคนละ 2.5 พันล้าน ไทยพีบีเอสยังได้เงินจากให้เช่าโครงข่ายปีละ 400-500 ล้านบาท
เรตติ้งจะรั้งท้าย คนดูจะน้อย เป็นสื่อสาธารณะซะอย่าง จึงไม่เดือดร้อน?!?
ทั้งที่ 6-7 ปี ที่ผ่านมา ทุกค่ายของ สื่อพาณิชย์ มีแต่ลดคน ให้เออร์ลีรีไทร์ ให้ออกโดยสมัครใจ หรือจิ้มออก ลดหน้า รวบเนื้อหา ยุบโต๊ะข่าว ยุบแผนก ปรับองค์กรแล้วปรับองค์กรอีก โบนัสแทบไม่เคยเห็น เงินเดือนขึ้น 5% แทบปิดกอง บก.ฉลองแล้ว ดิ้นรนแทบเป็นแทบตายหารายได้มาจุนเจือธุรกิจยุคถูก “เทคโนโลยี” ทำลายล้างตลอดมา
แต่ไทยพีบีเอส มีพนักงานล่าสุด ตั้ง 1,300 กว่าคน โอ…มายก็อด ยิ่งไปดูเงินเดือน ยิ่งตะลึง ระดับ ผอ.สถานี รับเดือนละ 3.4 แสน ค่ารถ 2.7 หมื่น โบนัสต่างหาก ระดับรอง ผอ.ถึง ผอ.สำนัก 1.5 แสน-2.5 แสน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเดือนละ2.7 แสน คกก.นโยบาย 7–8 คน ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 8 หมื่น มีค่าบำเหน็จอีก รวมรับปีละ 1.4 ล้านต่อคน
ค่าตอบแทนดีขนาดนี้ มิน่า คนจากองค์กรสื่อ อดีตคนในไทยพีบีเอสเอง รวมทั้ง กก.เก่า ๆ ถึงวิ่งฝุ่นตลบหาทางให้ได้รับคัดเลือกเป็นบอร์ดชุดนี้กันเรื่อยมา เรียกว่า หน้าซ้ำ ๆ นั่นล่ะ ตอนนี้มีข่าวคนในไทยพีบีเอสกำลังถูก สตง.สอบ รับเงินค่ารถเดือนละ2.7หมื่นแล้วยังเอารถบริษัทไปใช้ส่วนตัวอีก หรือนี่คือ อีกแดน…สนธยา คนนอกเข้าไม่ได้???
กลับมาที่เรื่องร้อนปรอทแตก จู่ ๆ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.คนสำคัญพรรคสีน้ำเงิน ก็เสนอแก้ไข 4 กม.อ้างเพื่อรักษาวินัยการคลัง จ้องยึดเงินบาปที่ 4 องค์กรเคยได้รับตรงมาไว้ในงบประมาณปกติ แล้วให้ทั้ง 4 หน่วยงานรับเงินแบบหน่วยงานรัฐทั่วไป แต่แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ วินัยการคลังแค่ข้ออ้าง แน่จริง มีเงินนอกงบประมาณซุกตามหน่วยงานรัฐเยอะแยะ ตุลาการเป็นหมื่นล้าน กองทัพอีกไม่รู้กี่หมื่นล้าน ทำไมเงียบกริบ ใช้กันเพลิน สตง.ตรวจสอบไม่ได้
มีคนออกมาต่อต้านแนวคิดพรรคสีน้ำเงินเยอะแยะ มุ่งตัดความเป็นอิสระ รวมศูนย์ครอบงำการเมืองเบ็ดเสร็จ ตัดแขนขาภาคประชาสังคม ทำลายการพัฒนาสังคม การพัฒนาชุมชน กีฬา การช่วยผู้สูงอายุ ทั้งที่ก็มีเรื่องตระกูล ส.ทั้งหลาย ถูก หมอประเวศ วะสี ครอบงำเช่นกัน แต่ขอโฟกัสที่ ไทยพี บีเอสถูกต่อต้าน เพราะกลัวไม่มีสื่อสาธารณะที่กล้าตรวจสอบโดยไม่เกรงอำนาจทุน อำนาจรัฐ จะหายไป คนชายขอบ คนไม่มีเส้น คนตัวเล็กตัวน้อย คนทำรายการอิสระ จะหมดช่องทางแสดงออก แม้ยุคที่ ผอ.ชื่อ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ จะมีสารคดี เช่น ปลวกที่กัดกินประเทศชาติ เปิดโปงความเลวร้ายเหลือบที่เกาะกินเงินแผ่นดินแบบไม่อายฟ้าดิน จะดีมากก็เถอะ
แต่ยังดีไม่พอกับที่ยกตัวเองเป็น สื่อสาธารณะ โดยเฉพาะ 20 ปี ที่การเมืองไทยต่อสู้รุนแรงระหว่างเผด็จการอำนาจนิยมกับเสรีประชาธิปไตย เกิดรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือนถึง 2 ครั้ง มีกีฬาสีเหลือง-แดง มีเหตุเข่นฆ่าพวกหางแดงนับร้อยศพ ได้ระบอบ 3 ป.ครองเมืองเกือบ 10 ปี มีเหตุไล่ล่า ใช้ความรุนแรง ทำร้ายจับกุมคุมขังเยาวชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยปี 62-63 มี รธน.อัปยศสืบทอดอำนาจเผด็จการ ใครเคยเห็นผู้บริหารไทยพี
บีเอส ลุกขึ้นสู้ความชั่วร้ายนี้
ที่เห็นคือ ผู้บริหารไทยพีบีเอสหลายคนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจรัฐ มีกลุ่มเสื้อเหลืองคุมเบ็ดเสร็จ ต่อด้วยกลุ่มนกหวีดรับไม้ต่อ เคยมีคนไทยพีบีเอสที่กล้าหาญแบบ สรรพสิริ วิริยะศิริ ในเหตุการณ์ฆ่าโหด 6 ตุลาฯ หรือไม่ สังคมแทบไม่มีภาพจำว่า ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่กล้าหาญแบบนั้นเลย สื่อเอกชนซะอีก ที่สู้ไม่ถอย แม้จะถูกหยามว่า ทุนครอบงำ ใด ๆ ไม่เคยเชื่อว่า ไทยจะมีสื่อสาธารณะ จะมีได้ไง ในเมื่อประเทศยังไม่พ้นการเป็นรัฐเผด็จการจนถึงวันสีน้ำเงินครองเมือง
จะมี ไทยพีบีเอส หรือไม่มี จึงไม่แตกต่างแม้แต่นิดเดียว ต่อให้ยุบเลิกไป ก็ไม่นึกเสียดาย แค่เห็นใจพนักงานที่ต้องตกงาน แต่ก็นะ เป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรนต่อสู้หาทางเอาตัวรอดเช่นเดียวกับสื่อพาณิชย์นั่นล่ะ.
ดาวประกายพรึก



