สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติของศรีลังการายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นตัวเลขทางสถิติที่วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลา และนิยมใช้อย่างกว้างขวางเพื่อคำนวณอัตราเงินเฟ้อนั้น ปรากฏว่าสถิติของศรีลังกาเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 54.6% นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่ดัชนีซีซีพีไอสูงกว่า 50%
Sri Lanka’s consumer prices continued their record ascent in June, with the headline rate breaching hyperinflation levels amid a persistent shortage of essentials from food to fuel https://t.co/UhpOpprKxs
— Bloomberg Economics (@economics) June 30, 2022
การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเกิดเพียงไม่กี่วัน หลังคณะผู้แทนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปิดฉากภารกิจการเยือนศรีลังเป็นเวลา 10 วัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการยื่นคำร้องครั้งใหม่ของศรีลังกา ในการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินครั้งใหม่จากไอเอ็มเอฟ อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องเบื้องต้นของไอเอ็มเอฟ รวมถึงการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการจัดการกับภาวะคอร์รัปชั่นภายในประเทศ
Lining up for 2 days to get petrol in Sri Lanka
— Wall Street Silver (@WallStreetSilv) July 2, 2022
Sound ON pic.twitter.com/qXj2qJ7oco
ทั้งนี้ ดัชนีซีพีไอของศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 7.6% เมื่อเทียบแบบรายปี เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่ที่ 39.1% เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เงินรูปีศรีลังกาอ่อนค่าลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปีนี้
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์โดยมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ของสหรัฐ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาในเวลานี้ อยู่ที่ 128% สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากซิมบับเว ซึ่งมีสถิติอยู่ที่ 365%
ขณะที่นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห ผู้นำศรีลังกา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เมื่อไม่นานมานี้ ว่าเศรษฐกิจของประเทศ “ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง” เนื่องจากไม่มีงบประมาณนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหาร ให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนเกือบ 22 ล้านคนในประเทศ
นอกจากนี้ ศรีลังกาปิดโรงเรียน และหน่วยงานรัฐทุกแห่งเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากวิกฤติการขาดแคลนเชื้อเพลิงและพลังงาน ส่งผลกระทบหนักหน่วงมากขึ้น ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ต่อยอดจากการอนุมัติวันทำงานเป็นเวลา 4 วัน ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการให้หยุดงานทุกวันศุกร์เป็นเวลา 3 เดือน และกระตุ้นให้บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทำการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อร่วมกันบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนอาหาร.
เครดิตภาพ : REUTERS



