สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติของศรีลังการายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นตัวเลขทางสถิติที่วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลา และนิยมใช้อย่างกว้างขวางเพื่อคำนวณอัตราเงินเฟ้อนั้น ปรากฏว่าสถิติของศรีลังกาเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 54.6% นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่ดัชนีซีซีพีไอสูงกว่า 50%


การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเกิดเพียงไม่กี่วัน หลังคณะผู้แทนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปิดฉากภารกิจการเยือนศรีลังเป็นเวลา 10 วัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการยื่นคำร้องครั้งใหม่ของศรีลังกา ในการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินครั้งใหม่จากไอเอ็มเอฟ อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องเบื้องต้นของไอเอ็มเอฟ รวมถึงการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการจัดการกับภาวะคอร์รัปชั่นภายในประเทศ


ทั้งนี้ ดัชนีซีพีไอของศรีลังกาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 7.6% เมื่อเทียบแบบรายปี เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่ที่ 39.1% เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เงินรูปีศรีลังกาอ่อนค่าลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปีนี้


อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์โดยมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ ของสหรัฐ ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาในเวลานี้ อยู่ที่ 128% สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากซิมบับเว ซึ่งมีสถิติอยู่ที่ 365%


ขณะที่นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห ผู้นำศรีลังกา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เมื่อไม่นานมานี้ ว่าเศรษฐกิจของประเทศ “ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง” เนื่องจากไม่มีงบประมาณนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหาร ให้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนเกือบ 22 ล้านคนในประเทศ


นอกจากนี้ ศรีลังกาปิดโรงเรียน และหน่วยงานรัฐทุกแห่งเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากวิกฤติการขาดแคลนเชื้อเพลิงและพลังงาน ส่งผลกระทบหนักหน่วงมากขึ้น ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ต่อยอดจากการอนุมัติวันทำงานเป็นเวลา 4 วัน ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการให้หยุดงานทุกวันศุกร์เป็นเวลา 3 เดือน และกระตุ้นให้บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทำการเกษตรขนาดเล็ก เพื่อร่วมกันบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนอาหาร.

เครดิตภาพ : REUTERS