สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่ากระทรวงกลาโหมของไต้หวัน จัดการซ้อมหลบภัยทางอากาศประจำปี ในพื้นที่ทางเหนือของเกาะ เมื่อวันจันทร์ โดยมีการเปิดสัญญาณไซเรนเป็นระยะ นานประมาณ 30 นาที เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ว่าเกิดการโจมตีทางอากาศ “จากผู้รุกรานข้ามช่องแคบ” ซึ่งแน่นอนว่า หมายถึงจีน
ขณะที่สมาร์ทโฟนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีการฝึกซ้อมจะได้รับข้อความแจ้งเตือน ว่าหากกำลังสัญจรอยู่ตามท้องถนน ขอให้เร่งเดินทางกลับบ้านเรือนของตัวเอง หรืออพยพเข้าสู่สถานที่หลบภัยชั่วคราว อาทิ สถานีรถไฟใต้ดิน
ทั้งนี้ รัฐบาลไต้หวันจัดการฝึกซ้อมลักษณะนี้ให้แก่ประชาชนเป็นประจำแทบทุกปี เนื่องจากเป็นมาตรการที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับ “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” ท่ามกลางความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบที่ตึงเครียดอย่างมาก ในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีไช่ อิง-เหวิน โดยจีนกล่าวบ่อยครั้งมากขึ้นว่า “ไม่เคยปฏิเสธการใช้มาตรการทางทหาร” กับไต้หวัน ที่รัฐบาลปักกิ่งถือเป็น “มณฑลโพ้นทะเล” ด้านรัฐบาลของไช่ ยืนกรานไม่มีทางยอมรับอำนาจอธิปไตยจากกรุงปักกิ่ง
นอกจากนี้ สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 5 เดือน ยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับหลายฝ่าย ว่าจีน “กำลังถอดบทเรียน” จากสถานการณ์ในยูเครน เพื่อใช้เตรียมการกับไต้หวันในอนาคตหรือไม่
Taiwan also sent mobile alerts to all residents as the air raid sirens went off at 1:30pm, advising them where they can take shelter.
— Eric Cheung (@EricCheungwc) July 25, 2022
Police officers are also present on the streets to ensure residents comply with the rules. pic.twitter.com/rx8egQa4m7
อนึ่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กล่าวเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี “การปฏิวัติซินไฮ่” ที่นำไปสู่การสิ้นสุดรัชสมัยของราชวงศ์ชิง ราชวงศ์สุดท้ายของจีน ว่าแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนของบุคคลบางกลุ่มในไต้หวัน ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการรวมชาติอย่างสันติ ระหว่างไต้หวัน “กับมาตุภูมิ” และเป็น “อันตรายซ่อนเร้น” ต่อการฟื้นฟูแห่งชาติ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จีนยึดมั่นต่อทุกกลไกเพื่อนำไปสู่ “การรวมชาติอย่างสันติ” เพื่อผลประโยชน์ของชาวไต้หวันด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งพร้อมทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตัวเองเช่นกัน และ “ไม่ควรมีการสบประมาทจีนในเรื่องนี้”.
เครดิตภาพ : REUTERS







