ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. เปิดเผยว่า พื้นที่ป่าแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้ถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 712 (พ.ศ. 2517) เมื่อวันที่ 6 ธันวําคม 2517 มีเนื้อที่ 2,477,634 ไร่ ปัจจุบันครอบคลุม พื้นที่ 2 อําเภอ 10 ตําบล ได้แก่ ตําบลช่างเคิ่ง ตําบลบ้านทับ ตําบลท่าผา ตําบลแม่ศึก ตําบลแม่นําจร ตําบลกองแขก และ ตําบลปางหินฝน อําเภอแม่แจ่ม ตําบลวัดจันทร์ ตําบลแจ่มหลวง และ ตําบลแม่แดด อําเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่โดยในอดีต ตําบลกองแขก ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ราษฎรจึงอยู่อาศัยทํากินในพื้นที่อย่างไม่ถูกต้อง และภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา พื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทําลํายนําไป ปลูกข้าวโพด ซึ่งพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของตําบลกองแขก ก่อให้เกิดปัญหาการใช้สารเคมี และถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำลำธารเกิดปัญหาปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและปัญหาดินโคลนถล่มเนื่องจาก ใช้ที่ดินอย่างผิดวิธีไม่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำ เกิดปัญหาหมอกควันและไฟป่าจากซังและต้นข้าวโพด


ดร.รวีวรรณ ภูริเดช กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถอยู่อาศัยทํากินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือหัวใจสำคัญ ภายใต้นโยบายของ คทช. ทําให้ประชาชนมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพ และสามารถพัฒนาคุณภาพ ชีวิตให้ดีขึ้น แต่ภายใต้การพัฒนาดังกล่าวสิ่งสําคัญประการหนึ่งที่จะนําไปสู่ความยั่งยืนของประชาชน ในพื้นที่ คือ กํารพัฒนาอาชีพ ที่เหมาะสม หนึ่งในนั้นได้แก่รูปแบบเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับราษฎรที่จะ สามารถทํากินและอยู่อาศัย ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดีและทรัพยากรธรรมชําติที่สมบูรณ์ได้ เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้มีรูปแบบทํางเลือก ที่หลากหลาย กรมป่าไม้จึงได้ร่วมประสานการดําเนินงํานกับกลุ่มองค์กรและนักธุรกิจภาคเอกชน ได้แก่ กองทุน FLR 349, มูลนิธินวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ไทย (TOF), องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลก สากล (WWF), บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จํากัด, บริษัทไทยคม จํากัด, ตัวแทนภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขับเคลื่อนกํารสร้างเศรษฐกิจสีเขียวร่วมกับประชาชนในพื้นที่ตําบลกองแขก ให้มีการทําการเกษตรที่ยั่งยืน มุ่งเน้นระบบการบริโภคอาหาร ท้องถิ่น (local food) เกิดโมเดลระบบธุรกิจที่เป็นธรรม สร้างห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของ ระบบการผลิตทางเกษตร ลดการใช้สารเคมี เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างรายได้ด้วยแนวพระราชดําริ ป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง และเสริมสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตตาม นโยบายของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีราษฎรตําบลกองแขกเข้าร่วม ดําเนินกํารเป็นพื้นที่ตัวอย่างจำนวน 109 ราย รวมพื้นที่ 470 ไร่ เกิดธุรกิจที่สร้างรายได้ เช่น ไข่อินทรีย์สร้างป่า 63,875 บาทต่อปี ผักอินทรีย์สร้างป่า 86,400 บาทต่อปี สมุนไพรสร้างป่า 115,200 บาทต่อปี ผลไม้ยืนต้นอินทรีย์ 112,500-150,000 บาทต่อปี เป็นต้น


“หากดําเนินการมากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น เลี้ยงไก่ไข่อินทรีย์ร่วมกับปลูกผลไม้อินทรีย์ ก็จะมีรายได้ที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น และจํากัดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวมาสู่การปลูกป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง เป็นกิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอน ในพื้นที่ตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยการประเมินคาร์บอนเครดิตเบื้องต้นพบว่า พื้นที่ดําเนินการ 120 ไร่ ภายในระยะเวลา 10 ปี สามารถลดและดูดกลับปริมาณก๊าซเรือนกระจก 611 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ซึ่งการดําเนินการดังกล่าว กรมป่าไม้ องค์การบริหารส่วนตําบลกองแขก องค์กร และนักธุรกิจภาคเอกชน ที่ร่วมดําเนินงานจะได้ขยายผลไปดําเนินการในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปด้วย” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. กล่าวทิ้งท้าย

นายจำนง อินทรัตน์ ชาวบ้านอมเม็ง ต.กองแขก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า พื้นที่ตรงเมื่อก่อนปลูกข้าวโพด แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตร เป็นไม้ยืนต้น ตั้งแต่หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สามารถวางแผนการพัฒนาที่ดินให้ดียิ่งและสามารถสร้างรายได้เลี้ยงคนในครอบครัวได้ ตอนนี้สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือราคาพื้นที่เกษตร ที่ตนเองปลูกอยู่และสิ่งสำคัญต้องการให้รัฐเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับปลูกพืชพันธุ์เกษตร และที่สำคัญตั้งแต่ได้หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกไล่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกวันนี้ชาวบ้านได้มีความมั่นใจในการพัฒนาพื้นที่การเกษตรของตนเองมากขึ้น.



