สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่า นางเหมา หนิง โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในช่วงหนึ่งของการแถลง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการที่สหภาพยุโรป (อียู) “เสนอแนะ” ว่า ผู้ที่เดินทางจากจีนมายังประเทศสมาชิกอียู ควรมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบก่อนเดินทางมาถึง และควรสวมหน้ากากอนามัยตั้งแต่อยู่ภายในห้องโดยสาร ว่า “อียูควรดำเนินการอย่างยุติธรรมและสมเหตุสมผลกว่านี้” พร้อมทั้งเตือนว่า “รัฐบาลปักกิ่งอาจตอบโต้ระดับเดียวกัน”


ขณะที่บทบรรณาธิการของสื่อกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยโกลบอล ไทม์ส และพีเพิลลส์ เดลี มีเนื้อหาไปในทางเดียวกันว่า ไม่ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะใช้มาตรการแบบใดในการควบคุมโรคโควิด-19 “ก็ไม่มีทางถูกใจฝ่ายตะวันตก”

ประชาชนสัญจรผ่านอุโมงค์ใต้ดินแห่งหนึ่ง ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีการประดับประดาเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน


ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลปักกิ่งและสื่อในสังกัด เกิดขึ้นก่อนถึงวันที่ 8 ม.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันที่จีนจะยุติการบังคับใช้นโยบายกักตัวกับนักเดินทางขาเข้าจากทุกประเทศและดินแดน โดยคงเหลือเพียงการต้องแสดงผลตรวจโควิด-19 แบบอาร์ที-พีซีอาร์ ล่วงหน้าภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง และประชาชนในจีนจะสามารถออกเดินทางไปยังต่างประเทศได้ “อย่างค่อยเป็นค่อยไป” ส่งผลให้หลายประเทศทยอยบังคับใช้มาตรการอย่างจำเพาะเจาะจง เพื่อคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากจีน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตลอดจนอีกหลายประเทศในยุโรป หรือแม้กระทั่งไต้หวัน

พยาบาลตรวจสอบสายน้ำเกลือของผู้ป่วยโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในนครเซี่ยงไฮ้


ด้านองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ยังคงจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ในจีน “ด้วยความวิตกกังวลในระดับสูง” เนื่องจากยังคงมองว่า ข้อมูลที่จีนให้มา “ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง” และเรียกร้องให้จีน เพิ่มการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่กลุ่มเสี่ยง ก่อนถึงเทศกาลตรุษจีน ที่ในจีนจะเริ่มหยุดยาว 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. โดยดับเบิลยูเอชโอเตือนว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็น “การเคลื่อนย้ายประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดของโลก” และเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่ระบาดใหญ่ครั้งใหม่ หากไม่มีมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ.

เครดิตภาพ : REUTERS