เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายวีระ สมความคิด อดีตประธานยุทธศาสตร์แผนงานต้านคอร์รัปชั่น พรรคเสรีรวมไทย กล่าวหาตนว่าไปหลอกช่วยวิ่งเต้นให้ชนะการประกวด ราคาโครงการของรัฐปี 63 ซึ่งเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ว่า ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดไม่เป็นความจริง ตนเป็นฝ่ายถูกขู่กรรโชกทรัพย์ เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ช่วง เม.ย. 65 เป็นช่วงเดียวกับที่ตนมีประเด็นเรื่องคลิปเสียง จึงไปแจ้งความไว้ที่ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียก นายเอก (นามสมมุติ) มาให้ข้อมูล อีกทางหนึ่งก็มีผู้ใหญ่บอกว่าจะเคลียร์เรื่องดังกล่าวให้ นึกว่าจะจบ แต่กลับมาเล่นงานตนในช่วงนี้อีก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

ทั้งนี้ ไม่รู้ว่านายเอกเสียหายอะไร ตนไม่เคยรับอะไรมาจากนายเอก เพราะนายเอกอ้างว่า “เฮียบุ๊ง” คือผู้ที่เสียหาย แต่ยืนยันตนไม่เคยรับอะไรจากเฮียบุ๊งเช่นเดียวกัน ที่สำคัญ “เฮียบุ๊ง” เป็นพยานให้กับตนที่ สน.ดุสิต อย่างไรก็ตาม นายเอกคุกคามตนมาถึง 3 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงตนมาเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ คือตอนตนไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ครั้งที่ 2 คือวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดตัวร่วมพรรค และครั้งที่ 3 ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ตนได้แจ้งความดำเนินคดีไว้หมด เมื่อนายเอกรู้ว่าตนแจ้งความไว้ ก็ไปแจ้งความตนข้อหาทำร้ายร่างกายอีก 7 วันให้หลัง ซึ่งประเด็นนี้ตนจะแจ้งความกลับ

ยืนยันว่าแก๊งนี้ต้องเอาให้คุกให้ได้ไม่ปล่อยไว้ ส่วนนายวีระตกเป็นเครื่องนี้ของเขาโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่เข้าใจว่าหวังผลทางการเมือง ดิสเครดิตตนในช่วงที่ทำงานการเมืองให้พรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ ส่วนที่อ้างข้อความไลน์นั้น ยืนยันไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ไลน์ของตน ใครจะทำขึ้นมาก็ได้ สำหรับที่ขู่เปิดคลิปเสียงนั้น ตนเองมีไว้ทั้งหมด แต่ที่ยังไม่เปิดกลัวเสียรูปคดี ยืนยันตนคือผู้บริสุทธิ์ 100% และจะเอาแก๊งนี้เข้าคุกให้หมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันเดียวกันนี้ ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) แถลงว่าตนเดินทางมาในวันนี้ (3 ก.พ.) ต้องการมาพบกับนายเสกสกล เพราะได้มีผู้ใหญ่คนหนึ่งติดต่อมาที่ตน โดยบอกว่านายเสกสกลต้องการขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับตน จากกรณีที่มีผู้มายื่นเรื่องร้องเรียนกับตนให้ตรวจสอบนายเสกสกล แต่ตนปฏิเสธการขอเคลียร์ดังกล่าว เพราะต้องการมาพบที่นี่เพื่อให้นายเสกสกลมาชี้แจงอย่างเปิดเผย ซึ่งกรณีที่มีผู้ร้องเรียนนายเสกสกล นั้น มาจากการที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายเอก เมื่อเดือน เม.ย. 65 ว่า นายเอกถูกนายเสกสกล หลอกให้จ่ายเงิน โดยอ้างว่าจะช่วยให้ชนะการประกวดราคาในโครงการหนึ่งของรัฐที่มีมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท เมื่อปี 63 แต่โดยสุดท้ายไม่ได้ชนะการประกวด นายเอกจึงทวงถามเพื่อขอเงินคืน แต่ไม่ได้รับเงินคืน แต่หลังจากที่นายเอกยื่นเรื่องร้องเรียนกับตนแล้ว ปรากฏว่าเพื่อนของนายเสกสกล ได้นำเงินมาให้นายเอกจำนวนหนึ่ง และขอให้นายเอกยุติการร้องเรียน พร้อมอ้างว่านายเสกสกลจะจ่ายเงินคืนให้ที่เหลือ โดยได้นัดหมายวันพบกัน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายเสกสกล ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ดังนั้นตนขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ให้ร่วมรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย เพราะนายเสกสกลได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ตนเตรียมจะนำเอกสารและหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบนายเสกสกลด้วย อย่างไรก็ตาม การมาร้องเรียนครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เพราะตนได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเสรีรวมไทยแล้ว เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา

ทางด้านนายเอก กล่าวว่า หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และได้รัฐบาลชุดใหม่ ตนได้มายื่นเรื่องที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อขอให้ปรับแก้ทีโออาร์การประมูลโครงการกำจัดขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส เพราะทีโออาร์เดิม เอื้อให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้เข้าร่วมเพียงรายเดียว ทำให้บริษัทอื่นๆ ซึ่งรวมถึงบริษัทของตนเสียโอกาส แต่หลังจากยื่นเรื่องร้องเรียนแล้ว มีการได้เรียกให้ตนไปพบ พร้อมกับบอกจะช่วยเหลือและทำให้บริษัทของตนได้รับงานด้วย โดยอ้างว่าสนิทสนมกับอดีตผู้ว่าฯ และมีการเรียกเงิน แต่สุดท้าย ตนไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ตนจึงมาร้องเรียนต่อนายวีระ เพราะกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าไม่ต้องการให้เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นทางการเมือง