เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพฯ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เป็นประธานฝ่ายฆราวาส เปิดโครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูปทั่วไทย ของสถาบันพระบรมราชชนก โดยสมเด็จพระสังฆราช มีพระโอวาทเปิดโครงการว่า การที่ท่านร่วมกันสนับสนุนพระ เณร ให้มีความรู้ความสามารถด้านการสาธารณสุขพื้นฐาน โดยกำหนดเบื้องต้น 1 วัด มีพระบริบาลภิกษุไข้ 1 รูป นับเป็นประโยชน์ต่อคณะสงฆ์ ซึ่งที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) รับทราบโครงการดังกล่าว และชื่นชมในการดำริริเริ่มอันยอดเยี่ยมของสถาบันพระบรมราชชนก และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระโอวาทต่อไปว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างในการบริบาลภิกษุไข้ ทรงเอาใจใส่ เสด็จไปตรวจตรา และบริบาลภิกษุอาพาธ ด้วยความเต็มพระทัย ไม่ทอดทิ้ง แม้ต้องสัมผัสกับปฏิกูล หรือความยากลำบาก ก็ไม่ได้ทรงรังเกียจ นับเป็นแบบอย่างของบรรพชิตซึ่งได้บรรพชาอุปสมบทอุทิศถวายแด่พระองค์ให้มุ่งมั่นเจริญรอยตาม ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ที่มาร่วมอุดมการณ์ในวาระนี้ ฟังกระแสพุทธดำรัสที่อาตมภาพเชิญมาเป็นแรงบันดาลใจ ความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพึงพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอจะไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจะพยาบาล ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุอาพาธ ถ้าไม่มีพระอุปัชฌาย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ หรือภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ สงฆ์ต้องช่วยกันพยาลบาล ถ้าไม่พยาบาล ต้องพึงอาบัติ” พุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่า พระสงฆ์มีหน้าที่บริบาลรักษาดูแลกัน จะทอดทิ้งกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่สาธุชนมาช่วยถวายความรู้ให้พระมีความสามารถในการบริบาล จึงเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งใหญ่ เป็นการเกื้อกูลพระสงฆ์ให้ปฏิบัติตนตามพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างแท้จริง ขอฝาก สธ. ให้จัดโครงการนี้สืบเนื่องต่อไป

ด้านนายอนุทิน กล่าวว่า โครงการอบรม “พระบริบาลภิกษุไข้” ประจำวัด 1 วัด 1 รูป ทั่วไทย หรือ “อสม.พระ” เป็นโครงการของสถาบันพระบรมราชชนก เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ (26 มิ.ย. 2566) ทั้งนี้เนื่องจาก ข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ 252,851 รูป จาก 41,142 วัด พบว่า มีพระภิกษุสามเณรที่สุขภาพดีร้อยละ 52 ในขณะที่พบภาวะเสี่ยงร้อยละ 19 และอาพาธถึงร้อยละ 28.5 ส่วนใหญ่เป็นพระภิกษุสูงอายุ ไม่มีผู้ดูแล ปัจจัยที่ทำให้อาพาธ คือ ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง ดัชนีมวลกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน และการสูบบุหรี่ ส่วนโรคที่พบมากสุด 5 อันดับแรก เป็นโรคเรื้อรังทั้งหมด ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา

รมว.สธ. กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวจึงมีเป้าหมายจัดอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะพระภิกษุในการดูแลสุขภาพพระภิกษุอาพาธ บูรณาการการเรียนการสอน การพัฒนานักศึกษา การวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม กับการบริการวิชาการ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าอบรมมีความรู้และทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และทักษะในการบริบาลพระภิกษุไข้ ซึ่งเป็นการอบรมความรู้พื้นฐานในลักษณะเดียวกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยจะมีพระภิกษุที่ได้รับการอบรมจำนวน 9,360 รูป สามารถทำหน้าที่ “อสม.พระ” ดูแลพระภิกษุอาพาธ ให้การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ช่วยเหลือดูแลเบื้องต้น ปฐมพยาบาล และช่วยฟื้นคืนชีพเบื้องต้นได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพระภิกษุในวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังจะสามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพแก่ญาติโยมและดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีด้านสุขภาพให้แก่ชุมชนอีกด้วย สำหรับพระสงฆ์ที่เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวน 9,360 รูป ประกอบด้วย เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดหรือผู้แทน จังหวัดละ 2 รูป รวม 155 รูป เลขานุการเจ้าคณะอำเภอหรือผู้แทน อำเภอละ 2 รูป รวม 1,756 รูป และเลขานุการเจ้าคณะตำบลหรือผู้แทน ตำบลละ 1-2 รูป รวม 7,450 รูป โดยการอบรมเป็นหลักสูตร 35 ชั่วโมง จัดอบรม 5 วัน จะจัดขึ้นที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ และวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบของวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย. นี้