เดินทางเข้าสู่ปีที่ 2 ของโครงการพัฒน์ (PLUS) ภายใต้มูลนิธิดั่งพ่อสอน ที่ได้ร่วมกับภาคธุรกิจ SMEs กว่า 50 ธุรกิจ รวมพลังสานต่อโครงการ “CSR 4+1” ปีที่ 2 เพื่อช่วยเหลือสังคม แก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ผ่านกิจกรรม 5 โครงการหลัก ได้แก่ 1.โครงการก่อร่างสร้างครัว มุ่งแก้ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก 2.โครงการตัดเสื้อน้องแต่พอตัว แก้ปัญหาการขาดแคลนเสื้อผ้าและเครื่องแบบนักเรียน 3.โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล แก้ปัญหาสุขภาพของนักเรียน 4.โครงการปลูกโรงเรียนตามใจผู้อยู่ เพื่อแก้ไขและปรับสภาวะแวดล้อมให้มีความปลอดภัย 5.โครงการอยู่ดีมีครู แก้ปัญหาการขาดแคลนครู
น.ส.กนกภรณ์ มิตสุโมโต้ ผู้อํานวยการโครงการพัฒน์ เปิดเผยว่า หลายคนอาจจะสงสัยว่าโครงการ CSR 4+1 ทำไมต้อง 4+1 ซึ่ง 4 ในที่นี้หมายถึงปัจจัย 4 ที่เด็กควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ อาหาร เสื้อผ้า สุขภาพ โรงเรียนที่ปลอดภัย และ 1 ในที่นี้ คือ ครู อีกทั้งจุดแข็งของโครงการดังกล่าว เป็นการรวมตัวของ SME กว่า 50 ธุรกิจที่ต้องการช่วยเหลือ พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก

“ตอนนี้แม้จะมีหลายหน่วยงาน และภาครัฐให้การสนับสนุนทางการศึกษาในหลายๆ ด้าน แต่เรื่องของการศึกษามีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าเด็กได้รับการศึกษาที่ดี เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ และธุรกิจ SME ถึงจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก แต่เมื่อรวมกลุ่มกันก็สามารถสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนพัฒนาเด็กได้ และโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 120 คน หากไม่ได้รับการพัฒนา หรือทำให้พวกเขาอยู่ได้อย่างยั่งยืนอาจถูกควบรวมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้เด็กกลุ่มหนึ่งไม่ได้เรียนหนังสือ หากเขาไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขา” น.ส.กนกภรณ์ กล่าว
“การให้ไม่จำเป็นต้องรวย หรือมีเงินมหาศาลถึงจะให้ได้ เพียงแต่รู้จักการแบ่งปัน มีจิตสาธารณะ อยากทำสิ่งดีๆ มอบสิ่งของ หรือช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นได้ถือเป็นการให้ที่ดีที่สุด เราคิดว่าการที่จะทำอะไรก็ตาม ต้องมีการให้ การเสียสละก่อน ถ้าเรามีเป้ามายในการทำอะไรสักอย่าง ต้องมีใจที่จะทำและพร้อมเดินไปด้วยกัน ซึ่งโครงการ CSR 4+1 เป็นการรวมกลุ่มของนักธุรกิจ 60-70 คน ที่มีจิตสาธารณะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่เด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก ดังนั้น หากนักธุรกิจขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการสนใจอยากเข้าร่วมโครงการพัฒน์ ในโครงการ CSR 4+1 สามารถเข้ามาร่วมในหลักสูตรได้” น.ส.กนกภรณ์ กล่าว

“วรัสชญาน์ จรัสธรรมภัสร์” แห่งแบรนด์ P’Liv คณะทำงานก่อร่างสร้างครัว กล่าวว่า จากการดำเนินงานโครงการในปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการลงพื้นที่ ศึกษาหาข้อมูลถึงปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก และได้มีการนำโมเดลปลูก ปรุง แปร แล้วเปลี่ยน ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้มาจากแรงบันดาลใจของโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ในโรงเรียนวัดสมานมิตรมงคล จังหวัดสระบุรี ทดลองสร้างแปลง ปลูกแล้วเปลี่ยน… ขึ้นภายในโรงเรียน โดยความร่วมมือของเด็กนักเรียน ครู คนในชุมชน นักธุรกิจ และภาคส่วนอื่น ๆ ที่ให้การ สนับสนุน และมีการดูแลแปลงปลูกพืชร่วมกัน ต่อจากนั้นทีมงานได้มีการลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อทํากิจกรรม ปรุงแล้วเปลี่ยน ซึ่งเป็นการนําผลผลิตในแปลงปลูกมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบ5หมู่ใช้วัตถุดิบที่หลากหลายปรุงโดยแม่ครัว ของโรงเรียน ซึ่งเป็นครู และยังได้รับการสนับสนุนจากเชฟเริญ (จําเริญ สุธรรมโกศล) มาร่วมคิดค้นสูตรอาหารกลางวันที่เหมาะสมกับเด็กๆ เพื่อมอบให้โรงเรียนได้นําไปในกิจกรรมถัดมาคือ แปรแล้วเปลี่ยน…. โดยนําวัตถุดิบท้องถิ่นในชุมชน หรือในแปลงผักของโรงเรียน มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ให้กับโรงเรียน โดยการสนับสนุนจากดีไซเนอร์ในการออกแบบแพ็กเกจและสร้างแบรนด์ให้กับโรงเรียน นั่นคือแบรนด์ “สมาน มิตร” พร้อมทั้งการฝึกอบรมเกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ให้แก่บุคลากรของโรงเรียน โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ เพื่อจะได้นํา ความรู้ไปใช้ในการประชาสัมพันธ์สินค้าของโรงเรียนด
“ในปีที่ 2 นี้ จะให้ความสำคัญในเรื่องของการปรุง แปร แล้วเปลี่ยน โดยสร้างเวทีก่อร่างสร้างครัว Award เพื่อให้คนรู้จักโครงการก่อร่างสร้างครัวมากขึ้น และเป็นการสร้างมาตรฐานรางวัลขึ้นมาให้กำลังใจ ส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์จากสินค้า ผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น เพราะหากทำให้ทุกคนรู้จัก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ ผู้เข้ามาสนับสนุน และชุมชนก็จะเข้ามาสนับสนุนและเล็งเห็นความสำคัญในการจัดทำอาหารกลางวันที่ได้มาตรฐาน มีโภชนาการที่เหมาะ และขยายโมเดลปลูก ปรุง แปรได้อย่างครบวงจรต่อไป” วรัสชญาน์ กล่าว
ทั้งนี้ โครงการก่อร่างสร้างครัว ปี 2 จะแจกอาหารกลางวันให้แก่ 15 โรงเรียนทั่วประเทศ และมอบทุนสนับสนุน1,500 บาท แก่โรงเรียน 100 แห่ง ที่พร้อมเข้าร่วมในเวทีก่อร่างสร้างครัว Award เพื่อจัดทำคลิปวิดีโออาหารกลางวัน ก่อนจะมีการคัดสรรเลือกการจัดทำอาหารกลางวันที่ตรงตามเกณฑ์มากที่สุด 18 โรงเรียน และจะทำการสนับสนุนโรงเรียนเข้าสู่กระบวนการก่อร่างสร้างครัว จัดทำโมเด ปลูก ปรุง แปรแล้วเปลี่ยน นำไปสู่การเป็นโรงเรียนต้นแบบแก่โรงเรียนอื่นๆ นอกจากนั้น ยังมี “โครงการตัดเสื้อน้องแต่พอตัว” ซึ่งเป็นโครงการที่นํารูปแบบสหกรณ์มาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ “สหกรณ์ออมชุด” ภายใต้คอนเซปต์ การจัดสรรทรัพยากรร่วมกันให้ ‘พอดี’ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนชุดนักเรียนอย่างยั่งยืน โดยใช้รูปแบบการยืม-คืนชุดนักเรียน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสินค้า โรงเรียน โดยร่วมกับแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ สร้างช่องทางการจัดจําหน่าย และสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่โรงเรียน
“โครงการคบเด็กสร้างโรงพยาบาล” เป็นโครงการที่สืบสานแนวคิดจากโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยมุ่งหวังปลูกฝังเยาวชนให้เห็นถึงความสําคัญของ วัฒนธรรมอันดีงามของไทย และส่งเสริมให้ใช้ความสามารถของตนเองในการช่วยเหลือสังคม โดยในปีนี้มีเป้าหมายในการทํากิจกรรม โรงเรียนสานสุข กับโรงเรียน ต้นแบบอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียนสามารถทํางานต่อได้ด้วยตัวเอง และขยายโครงการออกสู่ชุมชน โดยโรงเรียนจะเข้าไปช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลท่าวุ้ง ในการจัดซื้อเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) มูลค่า 150,000 บาท และช่วยระดมทุนต่างๆ

“โครงการปลูกโรงเรียนตามใจผู้อยู่” ได้นำแนวคิดจาก โครงการพระดาบส มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์โมเดล “ช่างคิดส์ ช่างทํา” เพื่อสร้างให้เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับงานช่างในพื้นที่ชุนชน และต่อยอดไปเป็นอาชีพ ซึ่งในปีที่ 2 ทางโครงการฯ จะจัดตั้งร้าน “ช่างคิดส์ ช่างทํา” ในโรงเรียนต้นแบบ คือ โรงเรียนบ้าน ปง (วัฒนาวิทยาคาร) จังหวัดแพร่ ให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการสร้างสินค้าภายใต้แบรนด์ “คิดส์บวก” เพื่อจัดจําหน่าย หาทุนมา สนับสนุนการทํางาน และขยายผลกับ โรงเรียนอื่นๆ
“โครงการอยู่ดีมีครู” แรงบันดาลใจของการดําเนินโครงการนี้มาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัด สกลนคร ที่มุ่งหวังให้ชาวบ้านได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และกลายมาเป็นการสร้างสรรค์โมเดล “ศิลป์ สาน สร้าง” ที่นําเอาภูมิปัญญาเดิมของท้องถิ่นมาออกแบบใหม่ร่วมกับดีไซเนอร์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีดีไซน์ และตอบโจทย์ ผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น และนํารายได้จากการจําหน่ายผลิตภัณฑ์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูหรือบุคลากร ทางการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก



