นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวหลังประชุมสัมมนาถอดบทเรียนการติดตามประเมินผลการบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง ปี 2565/66 และการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 31 หน่วยงาน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งและเตรียมพร้อมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหน้าแล้งปีถัดไป ว่า จากการคาดการณ์พบว่าสภาวะเอลนีโญ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกน้อย รวมถึงฝนทิ้งช่วง โดยปัจจุบันภาพรวมปริมาณฝนทั่วประเทศยังคงต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งทำให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้อย และมีหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยในช่วงฤดูฝนปีนี้ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ขับเคลื่อนมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์เอลนีโญอย่างเคร่งครัด และ สทนช. จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากทุกภาคส่วนในวันนี้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง เตรียมพร้อมบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาวะเอลนีโญอย่างต่อเนื่องจากช่วงสิ้นสุดฤดูฝน เพื่อป้องกันและแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่
ขณะนี้ปริมาณน้ำต้นทุนโดยเฉลี่ย ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้ว จากปริมาณฝนที่ตกลดลง ทำให้คาดการณ์ว่า สถานการณ์น้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย. 66 จะน้อยกว่าปีที่แล้ว ถึง 1 หมื่นล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นต้องมีการถอดบทเรียน เพื่อรองรับ รวมไปถึงการหามาตรการเสริม ทั้งการบริหารจัดการน้ำของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ, เร่งประชาสัมพันธ์เกษตรกรให้งดทำนาปีต่อเนื่อง, การลดความสูญเสียของระบบประปา และที่สำคัญคือการหารือกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย ให้หาเมนูอาชีพทางเลือกให้เกษตรกร ที่ต้องงดทำนาปรัง สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคกลาง เพราะปริมาณฝนน้อยกว่าปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตร ที่ยังจะทำนาต่อเนื่อง และจะได้รับผลกระทบ 2 ล้านไร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ต้องโฟกัสพิเศษ
ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูแล้ง สทนช. ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการภายใต้กรอบปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. ช่วงก่อนฤดูแล้ง เป็นการเตรียมการและสร้างการรับรู้ โดยการคาดการณ์ปริมาณน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อกำหนดแผนการใช้น้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืช การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พร้อมทั้งประกาศพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานช่วยกันเฝ้าระวัง และหากเกิดภัยสามารถช่วยเหลือได้ทันเหตุการณ์ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการเตรียมความพร้อมรับมือเชิงป้องกัน รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ 2. ระหว่างฤดูแล้ง จะเป็นการวิเคราะห์ ติดตาม ประเมิน พื้นที่เสี่ยงภัยและการให้ความช่วยเหลือ จะดำเนินการตลอดช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์และการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และ 3. เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้ง จะมีการประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา เพื่อใช้สำหรับเป็นกรอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาในฤดูแล้งปีถัดไป



