จากงานประชุมสัมมนา”ถอดบทเรียนการติดตามประเมินผลการบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้ง ปี 2565/66 และการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์เอลนีโญ”ของ  31 หน่วยงานที่เกี่ยว  เป็นที่รับทราบว่า จะสภาวะเอลนีโญ เกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกน้อย รวมถึงฝนทิ้งช่วง ขณะปริมาณน้ำต้นทุนโดยเฉลี่ย ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้ว จากปริมาณฝนที่ตกลดลง คาดว่าน้ำต้นทุน ณ วันที่  1 พ.ย. 66 จะน้อยกว่าปีที่แล้ว ถึง 1 หมื่นล้าน ลบ.ม.  สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคกลาง เพราะปริมาณฝนน้อยกว่าปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตร ที่ยังจะทำนาต่อเนื่อง และจะได้รับผลกระทบ 2 ล้านไร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ต้องโฟกัสพิเศษ

นครสวรรค์เป็นอีหนึ่งจังหวัดที่มีแหล่ง ทรัพยากรน้ำสำคัญ ๆ 3 แหล่ง คือ แหล่งน้ำผิวดิน แหล่งน้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำชลประทาน   แหล่งน้ำผิวดิน  ได้แก่ น้ำในแม่น้ำและลำห้วยลำคลองสายต่าง ๆ ซึ่งมีต้นกำเนิดจากภูเขาทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของจังหวัด มีต้นกำเนิดจากที่อื่นแล้วไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ แม่น้ำสายใหญ่ที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประชากร ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิง และแม่น้ำน่าน  นอกนั้นเป็นลำน้ำสายเล็ก ที่มีน้ำไหลตลอดปี น้ำจะมีมากเกินไปจนเกิดความเสียหายในฤดูฝนและน้ำน้อยเกิดไปในฤดูแล้ง จนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ล่าสุด เป็นที่ยอมรับว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคกลางยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อยและมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวจำนวนมาก ประกอบกับสถานการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 49 ล้าน ลบ.ม. (10%) น้อยกว่าปี 65 และมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวคือ บึงบอระเพ็ด ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเหลือเพียง 9.4 ล้าน ลบ.ม. (4%) ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าระดับน้ำเก็บกักต่ำสุด ทั้งนี้ต้องควบคุมระดับน้ำเพื่อรักษาพันธุ์สัตว์น้ำมากกว่า 3 ล้าน ลบ.ม.และน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)  บอกว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งปัจจุบันการเพิ่มน้ำต้นทุนดำเนินการโดยสถานีสูบน้ำทับกฤชของกรมทรัพยากรน้ำ โดยมีการจัดทำข้อตกลง 4 ข้อ ระหว่างกลุ่มเครือข่ายองค์กรผู้ใช้น้ำรอบบึงบอระเพ็ด ได้แก่ 1.งดสูบน้ำจากบึงบอระเพ็ดและลำคลองสาขาเพื่อไปทำนา ยกเว้นแปลงนาที่อยู่ระหว่างเพาะปลูกไปแล้ว 2.สูบน้ำเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (บ่อปลา) ได้ แต่ต้องดูแลคุณภาพน้ำทิ้งจากบ่อปลา 3.ใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้และต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และ 4.สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำผ่านผู้นำท้องถิ่นและให้ชาวบ้านช่วยสอดส่องดูแลรักษาระเบียบตามข้อตกลงข้างต้น

และจากการตรวจสอบการใช้ที่ดินบริเวณรอบบึงบอระเพ็ดโดยอากาศยานไร้คนขับอัตโนมัติ  6 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 บริเวณบ้านใหม่ หมู่ 5 ต.หนองปลิง อ.เมือง จุดที่ 2 บริเวณบ้านปลวกสูง ต.พระนอน อ.เมือง จุดที่ 3 บริเวณบึงพาลี บึงทัพกฤช ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จุดที่ 4 บริเวณวัดเกรียงไกรใต้ ต.เกรียงไกร อ.เมือง จุดที่ 5 บริเวณวัดท่าล้อ ต.เกรียงไกร อ.เมือง และจุดที่ 6 บริเวณวัดราษฎร์บำรุง ต.พระนอน อ.เมือง ซึ่งทั้ง 6 จุด ไม่พบการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องแต่อย่างใด

“แม้จะไม่พบการเพาะปลูกข้าวต่อเนื่อง แต่ต้องมีการการจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำของลุ่มน้ำ การควบคุมการเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ โดยเฉพาะการเตรียมแหล่งน้ำสำรองและเร่งเก็บกักน้ำในช่วงฝนไว้ให้มากที่สุด รวมทั้งการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเราจะได้ผ่านสถานการณ์เอลนีโญไปด้วยกัน”