รายงานข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) แจ้งว่า ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานบนถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4060 พื้นที่ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี จำนวน 2 แห่ง ระยะทาง 1.050 กิโลเมตร (กม.) งบประมาณ 587.516 ล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้า 24.30% จากแผนงาน 24.70% ช้ากว่าแผน 0.40% อยู่ระหว่างดำเนินการงานตอม่อและฐานราก คาดว่าจะแล้วเสร็จ พ.ค.68

โครงการนี้ได้ดำเนินก่อสร้างสะพาน จำนวน 2 แห่ง บนถนนทางหลวงชนบทสาย รย.4060 ได้แก่ 1.บริเวณ กม.ที่ 4+525-กม.ที่ 5+155 ความยาวสะพาน 630 เมตร พื้นที่ อ.เขาชะเมา จ.ระยอง และ 2.บริเวณ กม.ที่ 9+517.25-กม.ที่ 9+937.25 พื้นที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ความยาวสะพาน 420 เมตร โดยทั้ง 2 สะพานนี้มีความกว้างขนาด 11 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร (ไป-กลับ) และมีที่จอดรถบนสะพาน เพื่อศึกษาระบบนิเวศและพฤติกรรมของช้างป่า

เริ่มต้นสัญญาวันที่ 1 ธ.ค.65 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 18 พ.ค.68 ระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน กิจการร่วมค้า ยูเอ็นเอ ระหว่าง บจก.อสิตากิจ และ บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับจ้าง

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน และอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง จากเดิมที่มีถนนคั่นกลางมาเป็นสะพาน เพื่อให้รถยนต์สามารถสัญจรผ่านได้ รวมทั้งได้รื้อถนนเดิมบางส่วน เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถเดินลอดใต้สะพานได้อย่างสะดวกปลอดภัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพรรณพืช ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการดังกล่าว ทช. ได้รับอนุญาตกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการเข้าใช้ประโยชน์ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว ขณะเดียวกันพบว่าเส้นทางดังกล่าวมีปริมาณจราจรอยู่ที่ 2,451 คันต่อวัน

เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะเป็นสะพานเชื่อมระบบนิเวศแห่งแรกในประเทศไทย ทำให้เกิดความปลอดภัยในการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า และเพิ่มศักยภาพในการเดินทางให้กับประชาชน รวมถึงร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ที่สนใจสามารถสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่าที่เดินผ่านหรืออาศัยอยู่ในบริเวณสะพานได้

นอกจากนี้เมื่อเปิดใช้สะพานเชื่อมระบบนิเวศถนนสาย รย.4060 พื้นที่ ระยอง-จันทบุรี เรียบร้อยแล้ว ทช. จะเก็บข้อมูลร่วมกับกรมป่าไม้ และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อาทิ ปริมาณรถที่ใช้ รวมทั้งวิถีชีวิตของสัตว์ป่า เพื่อประเมินผลการดำเนินงาน หากประสบความสำเร็จเกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้รถและสัตว์ป่า จะขยายผลนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ที่มีลักษณะปัญหาเดียวกัน