สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่า คำตัดสินดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะปราบปรามการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และเริ่มความพยายามครั้งใหญ่ในการส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศบ้านเกิด
นโยบาย “Keeping Families Together” ซึ่งถูกระงับก่อนหน้านี้ ท่ามกลางการต่อสู้คดีความในศาล อนุญาตให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารบางคน ซึ่งแต่งงานกับพลเมืองสหรัฐ สามารถยื่นคำร้องขอถิ่นที่อยู่ถาวร โดยไม่ต้องออกจากประเทศได้ แต่นายเจ แคมป์เบลล์ บาร์เกอร์ ผู้พิพากษาประจำเขตตะวันออกของรัฐเทกซัส ตัดสินว่า หน่วยงานของรัฐบาลกลาง “ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย” สำหรับโครงการดังกล่าว
#Judge strikes down #Biden #immigration program for #undocumented #spouses https://t.co/jj5ttokZVh
— Economic Times (@EconomicTimes) November 9, 2024
ทั้งนี้ กลุ่มรัฐที่นำโดยพรรครีพับลิกัน รวมถึงรัฐเทกซัส ยื่นฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขัดขวางโครงการนี้ โดยให้เหตุผลว่า รัฐจะสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับบริการสาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการบังคับใช้กฎหมาย
ด้านนายแฮโรลด์ เอ โซลิส ผู้อำนวยการร่วมฝ่ายกฎหมาย จากเมค เดอะ โรด นิวยอร์ก ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) ที่สนับสนุนผู้อพยพ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และ “ไม่ยุติธรรม” สำหรับครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันภายใต้ความไม่แน่นอน
“โครงการ Keeping Families Together และทุกสิ่งที่นโยบายนี้มอบให้ ทั้งความสามัคคี โอกาส และความมั่นคงในครอบครัว ถือเป็นระบบการย้ายถิ่นฐานที่ดีที่สุดของเรา ซึ่งพวกเราจะยังคงสนับสนุนความเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวต่อไป แม้ศาลมีคำตัดสินที่อันตรายก็ตาม” โซลิส กล่าวทิ้งท้าย.
เครดิตภาพ : AFP



