สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ว่ากระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ประกาศว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 พนักงานขององค์กรแห่งใดก็ตาม ต้องมีหลักฐานการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบแล้วเท่านั้น หรือมีประวัติป่วยด้วยโรคโควิด-19 และหายแล้วภายในระยะเวลานานไม่เกิน 270 วัน จึงจะสามารถกลับเข้าไปทำงานภายในสำนักงานได้
ขณะที่พนักงานซึ่งไม่ได้ฉีดวัคซีนต้องมีผลการตรวจเป็นลบเท่านั้น จึงจะสามารถกลับเข้าไปทำงานภายในสำนักงานได้ โดยบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการตรวจ และต้องเข้ารับการตรวจจากสถานที่ซึ่งได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น
Only fully vaccinated employees can return to workplaces from Jan 1; others must test negative https://t.co/PwMsv54ldn pic.twitter.com/WConSmikBz
— CNA (@ChannelNewsAsia) October 23, 2021
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงมีข้อยกเว้นให้กับบุคคลซึ่งไม่สามารถรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 “ด้วยเหตุผลทางการแพทย์เท่านั้น” แต่ขอความร่วมมือให้นายจ้างกำหนดวิธีการทำงานแบบใหม่สำหรับบุคคลกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถทำงานที่บ้านได้ ส่วนกรณีของหญิงมีครรภ์ขอให้รับการฉีดวัคซีน แต่หากไม่ประสงค์รับวัคซีน รัฐบาลขอให้นายจ้างกำหนดแนวทางให้หญิงมีครรภ์ทำงานที่บ้านไปก่อน
นอกจากนี้ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ประกาศว่า วัคซีน “โคโรนาแวค” ของบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค จากจีน ซึ่งเป็นแบบเชื้อตาย จะเข้าสู่การเป็นหนึ่งในวัคซีนหลักของโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติจากโรคโควิด-19 ร่วมกับวัคซีนจากเทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอทั้งสองชนิด คือ “โคเมอร์นาตี” ของไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และ “สไปค์แวกซ์” ของโมเดอร์นา
สำหรับแผนการฉีดนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนและไม่สามารถรับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอได้ “ด้วยเหตุผลทางการแพทย์เท่านั้น” จะได้รับวัคซีนของซิโนแวค 3 เข็ม ขณะที่ประชาชนซึ่งรับวัคซีนของซิโนแวคไปแล้ว 1 เข็ม หากสามารถรับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอได้ ขอให้รับวัคซีนนั้นเพิ่มอีกสองเข็ม ส่วนผู้ที่รับวัคซีนซิโนแวคครบสองเข็มแล้ว ขอให้ฉีดวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอเพิ่มอีกเข็มหนึ่ง
แนวทางดังกล่าวจะเป็นแบบเดียวกับผู้ที่ฉีดวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอเข็มแรก แล้วมีอาการข้างเคียงรุนแรง จะได้รับวัคซีนของซิโนแวคอีกสองเข็ม และหากอาการข้างเคียงรุนแรงเกิดขึ้น หลังฉีดวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอครบสองเข็ม ขอให้รับวัคซีนของซิโนแวคเพิ่มอีกเข็มหนึ่งเป็นบูสเตอร์ ในกรณีที่เป็นบุคคลซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็น “กลุ่มเปราะบาง”.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

















