เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นพ.ธิติ แสวงธรรม รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศ วันที่ 7 ม.ค. 2568 มีค่าระหว่าง 12.9-76.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยส่วนใหญ่พบเกินมาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคใต้ และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพบเกินมาตรฐานรวมกว่า 53 จังหวัด และมี 2 พื้นที่อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ได้แก่ ตำบลมีชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และ ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และคาดการณ์ว่าฝุ่นละอองมีแนวโน้มสะสมเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ไปจนถึงวันที่ 10 ม.ค. 2568 เนื่องจากสภาพอากาศที่ปิด สภาวะลมอ่อน การจราจร และการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มเด็กเล็ก เด็กวัยเรียน และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะช่วงวันเด็กแห่งชาติในวันเสาร์นี้ ขอให้ผู้ปกครอง และครู ควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กมีระบบภูมิคุ้มกันและปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ และมีอัตราการหายใจมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้มีโอกาสหายใจเอาฝุ่นเข้าไปได้ง่าย หากเด็กสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในระดับสูง อาจเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งส่งผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทและความสามารถทางปัญญาของเด็ก ขอให้ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หากมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเกินมาตรฐานและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ลานกิจกรรม สนามกีฬา สวนสาธารณะ ควรจัดกิจกรรมในห้องหรือในอาคาร และทำให้เป็นห้องปลอดฝุ่น หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารให้เด็กสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง โดยเลือกหน้ากากที่มีขนาดของหน้ากากเหมาะสม และสวมใส่ให้กระชับกับใบหน้าของเด็ก

“ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ ที่เว็บไซต์ http://air4thai.pcd.go.th หรือแอปพลิเคชัน “Air4Thai” หรือ “Life dee” หากค่า PM2.5 อยู่ในระดับเกินมาตรฐานและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่น เช่น การจุดธูป ปิ้งย่าง เผาขยะ เผาเศษใบไม้ เป็นต้น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่เสี่ยงฝุ่นสูง ถ้าจำเป็นต้องไปให้สวมหน้ากากเพื่อป้องกันฝุ่น หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวีด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติ หรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์ ประชาชนสามารถประเมินอาการตนเองได้เบื้องต้นจาก 4HealthPM2.5 ได้ที่เว็บไซต์ หรือ LINE Official 4Health สำหรับบ้านที่มีกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ควรจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นและอยู่ในห้องปลอดฝุ่น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถค้นหาห้องปลอดฝุ่นใกล้บ้านได้ที่เว็บไซต์ห้องปลอดฝุ่น หรือสอบถามมูลได้ที่ สายด่วนกรมอนามัย 1478”

ด้าน นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามที่มีรายงานฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นั้น ทางกรมการแพทย์จึงได้เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลและคลินิกโรคทางเดินหายใจ และคลินิกมลพิษเอาไว้รองรับ โดยมี รพ.นพรัตนราชธานี ซึ่งมีการตั้งคลินิกมลพิษเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เน้นการทำงานด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ประเมินสถานการณ์มลพิษ ประเมินจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคจากมลพิษทางอากาศ ใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ในการออกมาตรการต่างๆ  เพื่อลดการเจ็บป่วยของประชาชน ควบคู่กับการรักษาและดูแลผู้ป่วย ที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับการรักษาและกลับไปใช้ชีวิตปกติ คลินิกมลพิษมีการให้ข้อมูลและประเมินสภาวะสุขภาพ รวมถึงติดตามผู้ป่วยเป็นระยะ เช่น ระยะเวลาในการได้รับมลพิษ การใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ความรู้เรื่องโรคที่เกี่ยวข้องที่สามารถเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเครือข่ายคลินิกมลพิษที่ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ และได้จัดทำคู่มือปฏิบัติงานของคลินิกมลพิษ การให้คำแนะนำ รวมทั้งจัดตั้งคลินิกมลพิษออนไลน์ www.pollutionclinic.com เพื่อให้ประชาชนได้ประเมินอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองผ่านระบบออนไลน์ และการสร้างความรอบรู้สุขภาพด้านฝุ่นให้กับประชาชนในพื้นที่ และหากพบว่ามีอาการความรุนแรงสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ในคลินิกออนไลน์หรือส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในคลินิกมลพิษใกล้บ้านได้ ปัจจุบันมีคลินิกมลพิษ 81 แห่ง และคลินิกมลพิษออนไลน์ 158 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2567 พบผู้ป่วยที่เข้าปรึกษาในคลินิกมลพิษออนไลน์ ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ คิดเป็น 58% โรคตา 42% และโรคผิวหนัง 17% (ผู้ป่วย 1 ราย มีอาการหลายระบบ) รพ.นพรัตนราชธานี ได้ทำคลินิกมลพิษออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เช็กค่าฝุ่น PM 2.5 ประเมินอาการป่วย และสามารถปรึกษาแพทย์ทางออนไลน์ได้