สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ว่า ตามการวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานของสหภาพแรงงาน และตัวแทนของผู้ควบคุม ซึ่งเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส เป็นสื่อแห่งแรกที่ได้รับมานั้น ระบุว่า นับตั้งแต่เดือน ม.ค. ปีนี้ ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ 285 แห่งในสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 90% โดยรวมถึงหอควบคุมการจราจรและสถานที่อื่น ๆ มีพนักงานต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
มากไปกว่านั้น ศูนย์ควบคุมอีก 73 แห่ง กำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร จนเทียบเท่ากับการขาดพนักงานอย่างน้อย 1 ใน 4 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ซึ่งควรประจำการ
แม้ระบบการเดินทางทางอากาศของสหรัฐ ยังคงเป็นหนึ่งในระบบขนส่งซึ่งปลอดภัยที่สุดในโลก แต่การขาดแคลนพนักงานอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนด้านระบบความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินตก เป็นจำนวนมากอย่างน่าตกใจ
More than 90% of US air traffic control facilities are understaffed https://t.co/AFrX4xiDNc
— The Straits Times (@straits_times) February 1, 2025
ทั้งนี้ ภาวะขาดแคลนรุนแรงเป็นพิเศษ เกิดขึ้นในภูมิภาคนิวยอร์ก โดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศที่สำคัญ 2 แห่ง บนลองไอส์แลนด์ หรือเกาะลอง ดำเนินงานโดยขาดแคลนเจ้าหน้าที่เกือบ 40% ของตำแหน่งทั้งหมด ซึ่งศูนย์ดังกล่าว รับผิดชอบสนามบินพลุกพล่านที่สุดหลายแห่งในสหรัฐ รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาตินวร์ก ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี และท่าอากาศยานนานาชาติลากวาร์เดีย ซึ่งรองรับเที่ยวบินรวมกัน 1.2 ล้านเที่ยว เมื่อปีที่แล้ว
ตามการคาดการณ์ของเอฟเอเอ ความพยายามในการจ้างและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศชุดใหม่ จะไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านบุคลากรได้ และการฝึกอบรมในบางแห่งอาจใช้เวลานานกว่า 4 ปี
อนึ่ง ข้อมูลระบุว่า ท่าอากาศยานแห่งชาติ โรนัลด์ เรแกน ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินพาณิชย์และเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐชนกัน เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา ใช้เวลาฝึกอบรมเจ้าหน้าที่นานเกือบ 16 เดือน.
เครดิตภาพ : AFP



