ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ซึ่งดูเหมือนข้อมูลที่นำมาเสนอ จะไม่ส่งผลสะเทือน กับหัวหน้ารัฐบาล โดยจำนวนผู้ลงมติ 488 คน เห็นด้วยกับญัตติฯ (ไม่ไว้วางใจ) 162 เสียง ไม่เห็นด้วยกับญัตติฯ (ไว้วางใจ) 319 เสียง งดออกเสียง 7 ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มี ถือว่าผลการลงมติไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่

เป็นอันว่าที่ประชุมลงมติไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ เท่ากับข้อมูลที่เปิดออกมา ยังไม่มีน้ำหนักมาก เทียบเท่าเป็น “ใบเสร็จ” เพื่อชี้ว่าหัวหน้ารัฐบาล หาประโยชน์กับโครงการรัฐ จะมีประเด็นที่เป็นข้อสงสัย คงหนีไม่พ้นข้อมูลที่ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) นำมาอภิปราย

เรื่องการ การใช้ “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” หรือ “ตั๋ว PN” 9 ฉบับ กว่า 4.4 พันล้านบาท ในการซื้อขายหุ้น 7 บริษัทแก่บุคคลใน “ครอบครัวชินวัตร” 5 คน โดยตั้งคำถามส่อมีพฤติการณ์นิติกรรมอำพราง เข้าข่าย เลี่ยงไม่ต้องจ่ายภาษีกว่า 218 ล้านบาท หรือไม่ โดย สส. พรรค ปชน. ยืนยันจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดของการตัดสินใจในครั้งนี้ของกรมสรรพากรต่อไป และ จะใช้กลไกของสภา และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการติดตาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้กระจ่างให้ได้

ก่อนหน้านั้น “นายปิ่นสาย สุรัสวดี” อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เรื่องภาษีการรับให้ จากที่ น.ส.แพทองธาร รับโอนหุ้นจากญาติพี่น้อง ในรูปแบบสัญญาซื้อขาย ตั๋ว PN มูลค่ารวมกว่า 4.4 พันล้านบาทนั้นว่า ในข้อเท็จจริงการทำธุรกรรมโดยออกตั๋ว PN จะเปรียบเสมือนสัญญาเงินกู้
ขณะที่กรณีการซื้อขายหุ้น นอกตลาดหลักทรัพย์ นั้น ผู้ขายมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้เกณฑ์เงินสด หมายถึง ถ้าผู้ซื้อได้มีการออกตั๋ว PN เพื่อเป็นสัญญาว่า จะชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน การเสียภาษีจะเกิดขึ้น เมื่อมีการชำระตั๋ว PN ด้วยเงินสด ซึ่งตามที่ น.ส.แพทองธารได้ระบุว่า ในปี 2569 จะมีการชำระเงินกัน ผู้ขายหุ้นก็จะต้องชำระภาษี โดยถือเป็น เงินได้ของปี 2569 ซึ่งจะต้องยื่นแบบฯ ในปี 2570 ในประเภทเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (Capital Gains) ผู้ขายหุ้นให้แก่นายกฯ มีเงินได้ประเภทนี้ ก็ยื่นแบบฯและชำระภาษีตามขั้นตอนปกติ

ส่วนประเด็นที่ “นายธีรัจชัย พันธุมาศ” สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายถึง บริษัท เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด โดยนายกฯ เป็นเจ้าของโรงแรมดังกล่าว และเป็นกรรมการบริษัท ตั้งแต่ปี 2556 จนกระทั่งต้อง ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เพื่อมาเป็นนายกฯ โดยที่ดินที่โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ตั้งอยู่ แบ่งออกเป็น 4 แปลง มีโฉนดทุกแปลง คือโฉนดเลขที่ 22054 76046 76047 และ 76048 อยู่ใน ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
สส.พรรค ปชน. ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ 2 ประเด็นคือ 1.สิ่งที่ต้องย้อนไปดูอันดับแรก ก็คือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูของนายกฯ แพทองธาร แต่เดิมเป็นที่ดินอะไร พอตรวจสอบย้อนหลังแล้ว จึงพบว่า ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของ “นิคมสร้างตนเองลำตะคอง” 2.แผนที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จัดทำโดย GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ซึ่งแผนที่นี้จัดทำขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการบุกรุกป่าบริเวณเขาใหญ่ในปี 2558

ด้าน “น.ส.แพทองธาร” ยืนยันว่า “การออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย บริษัทของครอบครัวทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด ในการเข้าประกอบกิจการโรงแรม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้น ริมถนนธนะรัชต์ ซึ่งหาไม่ยาก”
ขณะที่ประเด็นการรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ของ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ โดยไม่ได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำเลยซักวันเดียวนั้น อยู่ใน กระบวนการตรวจสอบ ของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องรอบทสรุป จะมีผลออกมาอย่างไร รวมทั้งแพทยสภาเข้ามามีบทบาท ตรวจสอบแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของอดีตนายกฯ ด้วย
ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน แถลงภายหลังที่ประชุมสภามีมติไว้วางใจนายกฯ ถึงประเด็นที่จะโรยเกลือต่อที่ ป.ป.ช. นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรากำลังดูเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนในกรรมาธิการ (กมธ.) หรือไปยื่นตามที่ต่างๆ มีตามมาแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าพอใจภาพรวมการอภิปรายหรือไม่ เพราะฝั่งรัฐบาลก็ระบุว่าเหมือนเป็นการสรุปข่าวให้ฟัง ไม่มีข้อมูลใหม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรานำเสนอข้อมูลใหม่ หลายด้าน ถ้ามองในกรอบรัฐบาลที่มองว่าพรรคฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอะไรมาก ยืนยันไม่เสียของอย่างแน่นอน จะมีการดำเนินการ ขอให้รัฐบาลตั้งรับไว้ให้ดี ข้อมูลที่เรามีบางอย่าง นายกฯ ยังตอบไม่ได้ เมื่อถามว่ามีการประเมินอายุรัฐบาลชุดนี้ไว้อย่างไรบ้างนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราประเมินแทนนายกฯ หรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนพูดได้แทนประชาชนคือ หาก น.ส.แพทองธาร ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ อายุของประชาชนคนไทย จะสั้นลงทุกวัน ต้นทุนของประเทศที่เสียไปคงไม่มีอะไรมาแลกได้ ไม่อยากให้นายกฯ อยู่ครบวาระ
ส่วนประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม หลังผ่านญัตติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร” จะมี การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ โดยนายกฯ ยืนยันว่า ยังไม่มีแพลนจะปรับ ครม. อย่างเช่นที่จะอภิปรายรอบนี้มีการพูดกับนายทักษิณ ชินวัตรอยู่แล้ว ว่า ยังจะไม่ปรับ ครม. ซึ่งนายทักษิณก็บอกว่า โอเค อย่างนี้ มีแค่นี้ ก็เลยยังไม่คิดจะปรับ ครม. ตอนนี้ เมื่อถามว่า เหตุผลที่ยังไม่ปรับ ครม.ตอนนี้ เป็นเพราะอะไร นายกฯ กล่าวว่า ยังรู้สึกว่าการทำงาน กำลังต่อเนื่องได้ดี และคิดว่าอย่างน้อยๆ ทุกคนก็ต้องมีเวลาในการปรับตัว ที่จะเริ่มทำงาน ให้มันคล่องมือกันต่อไป ก็เหมือนตน เพราะนี่ก็เป็น ครม.แรก เหมือนที่ตนเพิ่งเข้ามา ก็ทำงานเท่าๆ กัน เพราะฉะนั้นก็ดูกันไป
พร้อมทั้งระบุว่า ขอบคุณทุกท่านที่ไว้วางใจ ก็ดีใจ เมื่อถามว่า เสียงรัฐบาลนั้นท่วมท้น อยู่แล้ว ทำไมถึงยังต้องพึ่งเสียงของงูเห่า นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้พึ่งเลย แต่ต้องมานั่งดูอีกทีว่าอย่างไร จากที่ไหน เพราะไม่ได้บอกอยู่แล้ว อาจจะเป็นความคิด ไม่ต้องการให้มีภาพงูเห่า แค่คะแนนของพรรคร่วมฯ ก็พออยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่า 4 เสียงของพรรค ปชป.ที่งดออกเสียง ติดใจอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ติดใจอะไรทั้งนั้น ส่วนคนที่นำเสียงงูเห่ามา ไม่ทราบว่างูเห่าจากไหน ใครคืองูเห่า ด้วยความสัตย์จริงที่สุดแล้ว ไม่ได้คุยอะไรกันไว้ก่อนเลย ฉะนั้นไม่ทราบว่าต้องให้อะไร เมื่อถามอีกว่าเขาจะเอามา ต่อรองเก้าอี้ใน ครม. หรือไม่ สมมุติถ้าเขาย้ายมา นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีการต่อรองเกิดขึ้นทั้งนั้น อย่างที่เคยบอกไปแล้ว ปรับ ครม. เป็นอำนาจของนายกฯ อยู่แล้ว ถ้าจะไปทางไหนยังไงก็ไม่เป็นผล
นั่นหมายความว่า หลังจากนี้ จะไม่มีการปรับ ครม. ดังนั้นหากใครที่ดึงงูเห่ามาช่วยลงคะแนนไว้วางใจหัวหน้ารัฐบาล หวังจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ในการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายบริหาร คงต้องผิดหวัง เท่ากับอำนาจในการปรับ ครม. อยู่ที่ น.ส.แพทองธาร เพียงคนเดียว

ส่วนประเด็นร้อนอีกเรื่องหนึ่ง หนีไม่พ้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) มติเอกฉันท์รับสอบ “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรมว.กลาโหม และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รมว.ยุติธรรม กรณีสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบปมฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
โดยศาล รธน. มีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณา ในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. และสว. รวม 42 คน ขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ ผู้ถูกร้องที่ 1 และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รธน. มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม รธน. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
จากกรณีดีเอสไอ เสนอเรื่องขอให้ตรวจสอบ กระบวนการเลือก สว. พ.ศ. 2567 ต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 และที่แก้ไข เพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซง หรือ ครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้ดีเอสไอเป็น เครื่องมือแทรกแซง กระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำ สว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม

ศาล รธน. ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตาม รธน. มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพ.ร.ป.ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาล รธน. 2561 มาตรา 7 (4) และให้ผู้ถูกร้องทั้งสอง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต่อศาล รธน. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รธน. 2561 มาตรา 54
ต้องตามดูบทสรุป เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี จะได้รับผลกระทบจากการเข้าไปตรวจสอบการเลือก สว. ซึ่งอาจถูกมอง เป็นการแทรกแซง การทำงานของ กกต. ซึ่งถ้าเป็นผลลบ จะมีผลกระทบกับฝ่ายบริหารด้วย



