ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่กลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของเทศกาลสงกรานต์ ที่มาพร้อมกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความชุ่มฉ่ำ ทว่าท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ นั่นคือ ‘ลานีญา’ (La Niña)
เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนผ่านจากเอลนีโญ (El Niño) ที่เคยนำมาซึ่งความแห้งแล้ง สู่ลานีญาที่อาจก่อให้เกิดปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ ประเด็นเรื่อง ‘การบริหารจัดการน้ำ’ จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญอันน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงกรานต์ ที่การใช้น้ำพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ ทั้งในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร รวมถึงกิจกรรมการเฉลิมฉลองในรูปแบบต่างๆ
Sustain Daily Team ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ ‘นัฐวุฒิ แดนดี’ รองอธิบดีและโฆษก กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อเจาะลึกถึงสถานการณ์ล่าสุดของปรากฏการณ์ลานีญา แนวโน้มในระยะยาว และบทบาทของกรมอุตุฯ ในการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูฝนที่อาจมาเร็วกว่าปกติ และตอบสนองต่อความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น
ฝนมาเร็ว แต่ยังกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ

‘นัฐวุฒิ’ เปิดเผยว่า ประเทศไทยในช่วงต้นปี 2568 กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากปรากฏการณ์เอลนีโญ มาสู่ลานีญา ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดย ณ ขณะนี้ เอนโซ (ENSO) อยู่ในสภาวะลานีญากำลังอ่อน
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโดยเฉลี่ยในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางต่ำกว่าค่าปกติประมาณ -0.3 ถึง -1.6 องศาเซลเซียส และยังคงมีแนวโน้มที่น้ำทะเลในระดับความลึกถึง 300 เมตรในบริเวณเดียวกันจะเย็นตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม บริเวณตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกกลับมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนของลมในชั้นบรรยากาศอย่างชัดเจน
รองอธิบดีกรมอุตุฯ กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งชี้ถึงสภาวะลานีญา โดยพบว่ากระแสลมตะวันออกที่ระดับความสูงประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีกำลังแรงกว่าปกติในแถบตอนกลางและตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะที่ลมในระดับบน กลับมีลมตะวันตกที่แรงขึ้นทางตะวันออก และลมตะวันออกที่แรงขึ้นทางตะวันตก สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของสภาพอากาศที่เชื่อมโยงโดยตรงกับปรากฏการณ์ลานีญา

จากการวิเคราะห์ของแบบจำลองทางอุตุนิยมวิทยา ทั้งในเชิงพลวัตและสถิติ คาดการณ์ว่าสภาวะลานีญาในครั้งนี้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่สภาวะดังกล่าวจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2568 และสิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ แนวโน้มที่อาจเกิดปรากฏการณ์ลานีญาอีกครั้งในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างฤดูฝนปลายฤดูกาลและต้นฤดูหนาวของประเทศไทย หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลให้ฤดูฝนในปีนี้ยาวนานกว่าปกติ
แม้ลานีญาปีนี้จะไม่ได้มีกำลังแรงมากนัก แต่ใช่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของไทย สังเกตได้จากในช่วงเดือนเมษายนที่หลายพื้นที่มีปริมาณฝนสูงกว่าค่าปกติ เนื่องจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสัมพันธ์กับกระแสลมค้า (Trade Winds) ที่แรงขึ้นจากการเย็นตัวของน้ำทะเล ทำให้มวลความชื้นไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดฝนแม้จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน
“อย่างที่ล่าสุดเราได้มีการประกาศว่า ในช่วงสงกรานต์นี้ ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย. สิ่งที่ต้องระวังคือมวลอากาศเย็นจากจีนจะแผ่ลงมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ พัดเอาความชื้นเข้ามาสู่ประเทศไทยตอนบน ซึ่งในขณะนั้นมีอากาศที่ร้อนอยู่แล้ว ทำให้เกิดพายุฤดูร้อน โดยจะมีทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าในช่วงแรก หลังจากผ่านช่วงสงกรานต์ไป ระหว่างวันที่ 15-18 เม.ย. มวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาจะอ่อนกำลังลง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ก็จะยังพัดปกคลุมอยู่ ทำให้ยังมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บ้าง” นัฐวุฒิ กล่าว

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ฝนที่ตกลงมาในช่วงสงกรานต์นี้ เป็นผลจากการบรรจบกันของมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปะทะกับอากาศร้อนที่สะสมอยู่ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งถือเป็นลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ‘ปัจจัยเสริมหรือปัจจัยทางอ้อม’ ที่ทำให้ฝนมาเร็วขึ้นหรือมีปริมาณมากขึ้นในบางพื้นที่นั้น มีสาเหตุมาจาก ‘ลานีญา’ ที่สะสมความชื้นไว้ในบรรยากาศมากกว่าปกติ การรวมตัวกันของสองปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นที่มาของฝนสงกรานต์ในปีนี้
อาจฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่มีฝนในช่วงอากาศร้อนจัด ทว่าฝนส่วนใหญ่ยังเป็น ‘ฝนต้นฤดู’ หรือพายุฤดูร้อน ไม่ใช่ฝนจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ให้ปริมาณน้ำต้นทุน จึงทำให้ระดับน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งกรมอุตุฯ ก็ได้มีการประสานงานกับกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สสน.) โดยใช้ข้อมูลจากแบบจำลองภูมิอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และเรดาร์ เพื่อประเมินสถานการณ์ฝนและบริหารจัดการน้ำอย่างแม่นยำในแต่ละภูมิภาค
สำหรับสถานการณ์ในแต่ละภูมิภาคนั้น นัฐวุฒิ กล่าวว่า ปริมาณฝนยังคงมีการกระจายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่อาจต้องเผชิญกับฝนตกหนัก ขณะที่บางพื้นที่ยังคงแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกฉียงเหนือตอนบนที่น้ำในอ่างเก็บน้ำยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ในทางกลับกัน ภาคกลางและกรุงเทพฯ เริ่มมีฝนมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาน้ำท่วมขังได้ง่าย หากเกิดพายุฤดูร้อน
แผนรับมือต่อสถานการณ์น้ำ
ในส่วนของแผนการรับมือ นัฐวุฒิ กล่าวว่า ทางกรมฯ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการบริหารจัดการข้อมูลภูมิอากาศและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทานและสสน. เพื่อวางแผนและเตรียมการล่วงหน้าสำหรับการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ปริมาณฝนยังไม่เป็นไปตามปกติ ก่อนที่สภาวะฝนจะกลับเข้าสู่ช่วงกลางฤดู
สำหรับภาคประชาชน ทางกรมฯ ก็ได้มีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การพยากรณ์ประจำวัน การพยากรณ์ล่วงหน้า 3 วัน, 7 วัน รวมถึงรายเดือนและฤดูกาล ประกอบกับระบบเรดาร์ตรวจจับฝนฟ้าคะนองแบบเรียลไทม์ เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน THAI WEATHER และช่องทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือเสียงตามสายในพื้นที่ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต
วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพยากรณ์
นอกเหนือจากแผนในการรับมือในเบื้องต้นแล้ว ในด้านเทคโนโลยี กรมฯ ก็ได้มีการร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์อากาศที่มุ่งเน้นความ ‘เฉพาะเจาะจง’ สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะทางภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ด้วยสภาพที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน ใกล้เส้นศูนย์สูตร และมีความชื้นสูง ทำให้แบบจำลองพยากรณ์อากาศ AI ทั่วไปอาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเพียงพอ กรมอุตุฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบที่ได้รับการปรับแต่ง (customize) ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยมากที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพยากรณ์
ทั้งยังได้ริเริ่มโครงการนำร่องในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับการพยากรณ์สภาพอากาศในระยะยาว แม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงมีความท้าทายในเรื่องของค่าความคลาดเคลื่อน (Error) อยู่บ้าง แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าจะสามารถยกระดับความแม่นยำของระบบ และนำไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอันใกล้
“ความสามารถในการรู้ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมรับมือ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบรรเทาผลกระทบทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ทางกรมฯ เองก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัย ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เข้ามาใช้ในการพยากรณ์อากาศ รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” นัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย



