งานวิจัยล่าสุดจากสหราชอาณาจักร ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Heart พบว่า “การเดินด้วยความเร็วปานกลาง” หรือ “เดินเร็ว” อาจช่วยลดความเสี่ยงของ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้หลากหลายชนิด รวมถึง ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation), หัวใจเต้นช้า (Bradycardia) และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง (Ventricular Arrhythmia)

การศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก UK Biobank ซึ่งรวบรวมข้อมูลของผู้เข้าร่วมกว่า 420,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 40-69 ปี โดยผู้เข้าร่วมได้รายงานความเร็วในการเดินโดยเฉลี่ยของตนเอง และในกลุ่มย่อยกว่า 81,000 คน ยังมีข้อมูลระยะเวลาในการเดินด้วยความเร็วต่างๆ ที่วัดโดยเครื่องวัดความเร่ง (accelerometer)

ผลการวิเคราะห์พบว่า เมื่อเทียบกับการเดินช้า (น้อยกว่า 4.83 กม./ชม.) การเดินด้วยความเร็วปานกลาง (4.83-6.44 กม./ชม.) และการเดินเร็ว (มากกว่า 6.44 กม./ชม.) มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจต่าง ๆ :

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทุกชนิด: ลดความเสี่ยงลง 35% และ 43% ตามลำดับ
ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation): ลดความเสี่ยงลง 38% และ 46% ตามลำดับ
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอื่นๆ (รวมถึงหัวใจเต้นช้า และหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรง): ลดความเสี่ยงลง 31% และ 39% ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือ ความสัมพันธ์นี้ยังคงอยู่ แม้จะนำปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ มาพิจารณาแล้วก็ตาม และยังพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้นใน กลุ่มผู้หญิงที่มีน้ำหนักไม่เกินเกณฑ์ (BMI < 30 kg/m² คือ ค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) มีอายุน้อยกว่า 60 ปี มีภาวะความดันโลหิตสูง และมีโรคเรื้อรังตั้งแต่ 2 โรคขึ้นไป

ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเดินเร็วอาจมีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งในระดับปฐมภูมิ (การป้องกันในผู้ที่ยังไม่มีภาวะนี้) และทุติยภูมิ (การป้องกันในผู้ที่มีภาวะนี้แล้ว) รวมทั้งยังเป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่า กลุ่มเสี่ยงสูงจะได้รับประโยชน์จากการเดินเร็ว

การแนะนำให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ให้เดินเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นแนวทางที่ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ในการให้คำแนะนำด้านกิจกรรมทางกาย

ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเพิ่มความเร็วในการเดินในชีวิตประจำวันอาจเป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว.

ที่มาและภาพ : sohu, freepik, pixabay