ในขณะที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน วงการแข่งขันรถระดับโลกอย่าง ‘Formula 1’ (F1) ก็ได้กำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2030 ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียวในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้แสดงความสนใจในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน F1 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศและเชื่อมโยงสู่เวทีโลกอย่างมีศักยภาพ
หากมองในแง่ของเทคโนโลยี F1 เป็นมากกว่าการแข่งขัน เพราะถือเป็นสนามทดลองของนวัตกรรมรถยนต์ที่ถูกนำไปต่อยอดใช้จริงบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอย่าง ‘คาร์บอนไฟเบอร์’ ที่เริ่มใช้ในรถแข่ง McLaren ตั้งแต่ปี 1981 และต่อมาได้ถูกใช้ในรถสปอร์ต เช่น Mercedes-Benz SLR McLaren เพื่อช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มสมรรถนะ หรือระบบเครื่องยนต์ไฮบริดที่ผสานพลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเริ่มใช้ใน F1 เมื่อปี 2014 ก่อนจะถูกนำไปใช้กับรถทั่วไปอย่าง Toyota Prius หรือ Ferrari SF90 Stradale สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า F1 นั้นก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้าสู่ตลาด
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนด้าน ESG ของ F1 ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงกีฬาอื่นๆ อย่าง Formula E ที่เน้นใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย Formula E ได้รับแรงบันดาลใจจาก F1 ในการลดการปล่อยคาร์บอน และยังเป็นกีฬารายการแรกของโลกที่ได้รับการรับรองว่ามีความเป็นกลางทางคาร์บอนตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง นักแข่งชื่อดังอย่าง ‘ลูอิส แฮมิลตัน’ เจ้าของแชมป์โลก 7 สมัย ก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัว เช่น เลิกใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว หันมารับประทานอาหารมังสวิรัติ และใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่ารถแข่งเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนหลักของ F1 แต่ในความเป็นจริงแล้ว รถแข่งมีสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า 1% ของทั้งหมด กล่าวคือ ปริมาณคาร์บอนส่วนใหญ่มาจากการขนส่ง 49%, การเดินทางเพื่อธุรกิจ 29%, การจัดกิจกรรมและอีเวนต์ต่างๆ 12% และโรงงานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอีก 10% โดยในปี 2022 F1 ปล่อยคาร์บอนรวมกว่า 223,031 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยของประเทศขนาดเล็ก เช่น วานูอาตู ตองกา หรือโดมินิกา และยังถือเป็นกีฬาที่ปล่อยคาร์บอนมากเป็นอันดับสอง รองจากฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon ภายในปี 2030 สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลการแข่งขัน F1 ได้วางแผนและดำเนินมาตรการที่ครอบคลุมหลายมิติ เช่น การพัฒนาเครื่องยนต์ไฮบริดเทอร์โบ V6 ที่ปัจจุบันถือว่ามีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงที่สุด และตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก 120 kW เป็น 350 kW ภายในปี 2026 ซึ่งเทคโนโลยีนี้ดังกล่าวมีโอกาสที่จะถ่ายทอดไปยังรถยนต์เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Ferrari, Mercedes, Audi และ Honda
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญคือ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานยั่งยืน 100% กับรถแข่ง โดยไม่ลดสมรรถนะ เช่น การใช้พลังงานจากขยะ และการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลยุคที่ 2 รวมถึงน้ำมันพืชไฮโดรทรีต (HVO) ในการขนส่งอุปกรณ์ระหว่างสนามแข่งในยุโรป ส่วนในสนามแข่งจะหันมาใช้พลังงานจาก HVO และโซลาร์เซลล์แทนพลังงานไฟฟ้าจากดีเซล นอกจากนี้ ยังมีการบริหารจัดการขยะจากอีเวนต์ต่างๆ แบบหมุนเวียนและครบวงจร ทั้งการรีไซเคิล การทำปุ๋ยหมัก และการนำอุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวลงอย่างเห็นได้ชัด
ด้านการจัดการการเดินทางของผู้ชมก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดย F1 สนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รอบสนาม และให้บริการจักรยานฟรี รวมถึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการจัดกิจกรรมออนไลน์เพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางและลดการปล่อยคาร์บอน
‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ คาดการณ์ว่า หากประเทศไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน F1 จะสามารถดึงดูดผู้ชมได้ราว 2-3 แสนคน ช่วยกระตุ้น GDP ประมาณ 0.04% ต่อปี หรือคิดเป็น 0.4% ของรายได้จากการท่องเที่ยว และคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 3-4 ปี จากการใช้จ่ายประมาณ 7 พันล้านบาทในช่วงสุดสัปดาห์ของการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การเป็นเจ้าภาพก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ดังเช่นกรณีของประเทศที่เคยประสบภาวะขาดทุนจากการจัดการแข่งขัน เช่น เกาหลีใต้ที่ขาดทุนประมาณ 1.2 พันล้านบาทในปี 2012 อินเดียขาดทุนประมาณ 800 ล้านบาทในปี 2013 และมาเลเซียที่ยุติการจัดการแข่งขันตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากรายได้ลดลงและต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ประเทศที่ยังคงจัดการแข่งขัน เช่น สิงคโปร์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลถึง 60% ของต้นทุนการจัดงาน หรือประมาณ 3.8 พันล้านบาท ส่วนออสเตรเลียก็ได้รับการอุดหนุนประมาณ 2.2 พันล้านบาทในปี 2023
และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพโดยตรง แต่อุตสาหกรรมภายในประเทศก็ยังได้รับประโยชน์จากแนวทางการลดคาร์บอนของ F1 ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยวที่สามารถใช้เวที F1 เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ประเทศ หรือบริษัทไทยด้านพลังงานสะอาดและอีวี ที่สามารถเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนทีมแข่งได้ นอกจากนี้ ความต้องการในด้านสินค้าเกษตรและบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์สนามแข่งที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีจาก F1 จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และสถานีชาร์จ ซึ่งจะส่งผลให้อุปสงค์ในตลาดเพิ่มขึ้น และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยที่ตั้งไว้ว่าจะต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตในประเทศภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานยั่งยืนทั้งในภาคขนส่งและการผลิตไฟฟ้าจะนำไปสู่การลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น พลังน้ำ พลังงานลม และน้ำมันพืช รวมถึงเทคโนโลยีการจัดการพลังงานที่มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ F1 จึงไม่ได้เป็นกีฬาที่มุ่งเน้นการแข่งขันความเร็วเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนของโลก ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่เวทีดังกล่าวนี้อย่างเต็มภาคภูมิ หากสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชาญฉลาด



