เข้าสู่ช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น โรคติดต่อหลายชนิดก็เริ่มแพร่ระบาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โนโรไวรัส โรคมือเท้าปาก หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ล้วนมีโอกาสแพร่กระจายผ่าน “มือที่ไม่สะอาด” การล้างมืออย่างถูกวิธี จึงเปรียบเสมือนปราการด่านสำคัญในการลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรคเหล่านี้
แต่คุณแน่ใจหรือไม่ว่า คุณล้างมือได้สะอาดเพียงพอ?
“สบู่” กับ “เจลล้างมือ” แบบไหนดีกว่ากัน?
“ทิชชู่เปียก” สามารถใช้แทนการล้างมือได้จริงหรือ?
เพื่อไขข้อสงสัยเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ณ โรงพยาบาลปักกิ่งมหาวิทยาลัยประชาชน ได้ร่วมกันเปิดเผย 10 ความจริงเกี่ยวกับการดูแลมือที่คุณอาจคาดไม่ถึง

- อย่าลืมถูนิ้วโป้งและปลายนิ้ว! ขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?
ปลายนิ้วและนิ้วโป้ง คือจุดที่มักถูกละเลยในการล้างมือ ทั้งที่เป็นบริเวณที่มีการปนเปื้อนสูง ข้อผิดพลาดทั่วไปในการล้างมือ ได้แก่:
- ล้างผ่านๆ ด้วยน้ำเปล่า ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ล้างมือเร็วเกินไป ถูมือไม่ถึง 15 วินาที
- ไม่ใช้สบู่หรือเจลล้างมือ ใช้แค่น้ำเปล่า
- ละเลยการทำความสะอาดปลายนิ้ว ซอกนิ้ว และนิ้วโป้ง
- ใช้ผ้าเช็ดมือร่วมกันและไม่ซัก ทำให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำ
- รองน้ำใส่กะละมังล้างมือ เท่ากับเป็นการวนเชื้อโรค การล้างมือด้วยน้ำไหลดีที่สุด
วิธีล้างมือที่ถูกต้อง ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
“ฝ่ามือถูกัน – หลังมือถูกัน – นิ้วสอดนิ้ว – หลังนิ้วมือถูกับฝ่ามือ – ถูนิ้วโป้ง – ถูรอบข้อมือ” โดยใช้เวลาถูมืออย่างน้อย 15 วินาที
- เลือกเจลล้างมืออย่างไรให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ?
อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา “ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย 99%” ส่วนประกอบหลักของเจลล้างมือคือสารลดแรงตึงผิว บางผลิตภัณฑ์อาจมีส่วนผสมของสารต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่กระบวนการล้างมือเน้นที่การทำความสะอาด และขจัดสิ่งสกปรก ไม่จำเป็นต้องเน้นที่ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมากเกินไป สิ่งสำคัญคือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน มีเลขที่จดแจ้ง และผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ
- หากไม่ชอบล้างมือ จะเกิดอะไรขึ้น?
งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า มือที่ไม่ได้รับการล้างหลังสัมผัสสิ่งปนเปื้อน จะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจำนวนมาก ทั้งเชื้อ E. coli, Staphylococcus aureus และไวรัสต่างๆ สุภาษิตที่ว่า “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” ยังคงเป็นจริง มือที่ปนเปื้อนเมื่อสัมผัสกับปากและจมูก จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจ และทางเดินอาหาร เด็กๆ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดพยาธิในลำไส้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ล้างมือด้วยน้ำไหลและสบู่/เจลล้างมืออย่างถูกวิธี ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนเตรียมอาหาร หลังสัมผัสขยะ หลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ (เช่น ปุ่มลิฟต์ ราวบันได) หลังใช้มือปิดปากเวลาไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก หลังดูแลผู้ป่วย เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคให้ได้มากที่สุด
- “สบู่” กับ “เจลล้างมือ” อะไรที่ล้างมือได้สะอาดกว่ากัน?
“เจลล้างมือ” ทำความสะอาดมือโดยอาศัยสารลดแรงตึงผิวและการขัดถู สารลดแรงตึงผิวจะช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้สามารถชะล้างไขมัน และสิ่งสกปรกออกจากมือได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เจลล้างมือบางชนิดยังมีส่วนผสมของสารต้านเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไตรโคลซาน หรือ เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สบู่” มีส่วนประกอบหลักคือกรดไขมันและสารประกอบอัลคาไลน์ มีฤทธิ์เป็นด่าง สามารถชะล้างไขมันและสิ่งสกปรกออกจากมือได้ดี ในสภาพที่เป็นด่าง สบู่จะทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ทำให้สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ อย่างไรก็ตาม สบู่อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียได้ หากไม่แห้งสนิทหลังการใช้งาน ทำให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ หากไม่สามารถทำให้สบู่แห้งและสะอาดได้ ควรเลือกใช้เจลล้างมือและน้ำไหลจะดีกว่า
- เด็กๆ เล่นซนกลางแจ้ง ต้องล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสดินหรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป ควรประเมินความเสี่ยงของสภาพแวดล้อม และจัดการตามสถานการณ์
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การทำความสะอาดมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของเด็ก การที่เด็กได้สัมผัสกับจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (เช่น เชื้อ Mycobacterium bovis ในดิน ซึ่งกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันแบบ Th1) กลับช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้ได้
มีงานวิจัยพบว่า เด็กในชนบทมีอัตราการเกิดโรคหืดต่ำกว่าเด็กในเมืองถึง 30% ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสจุลินทรีย์ในดิน นอกจากนี้ เด็กที่ล้างมือมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน กลับมีความเสี่ยงในการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้นถึง 25% ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ผลิตภัณฑ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบ่อยเกินไป ทำให้สมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนังเสียไป และนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันไม่ทนต่อสิ่งแปลกปลอม
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากสัมผัสดินธรรมชาติ ใบไม้ (ที่ไม่มีมูลสัตว์หรือสารเคมีปนเปื้อน) หรือเล่นในที่โล่งแล้วมือมีแค่ฝุ่น ไม่มีคราบสกปรกหรือบาดแผล สามารถล้างออกด้วยน้ำเปล่าได้ เพื่อรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์บนผิวหนัง
แต่ในกรณีที่สัมผัสมูลสัตว์ พืชเน่าเสีย มือมีคราบสกปรก เลือด หรือสารเคมี (เช่น ยาฆ่าแมลง) ก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสเยื่อเมือกบริเวณปากและจมูก หลังสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย) ของเด็กป่วย หรือเมื่อมีบาดแผลที่มือ ควรรีบล้างมือให้ถูกวิธี

- เมื่อมีบาดแผลเล็กน้อยที่มือ ควรล้างมืออย่างไรให้ถูกวิธี?
ในชีวิตประจำวันอาจมีอุบัติเหตุเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ เมื่อมีบาดแผลเล็กน้อยที่มือหรือแขนขา การล้างมืออย่างถูกวิธีต้องคำนึงถึง “ความสะอาด” และ “การป้องกัน” เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อ
สามารถทำตามขั้นตอน “ล้างมือตามมาตรฐาน – ล้างด้วยน้ำไหล – ดูแลบาดแผล” เพื่อกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีดังนี้:
ล้างมือตามมาตรฐาน: ทำให้มือเปียกด้วยน้ำไหล ใช้สบู่หรือเจลล้างมือในปริมาณที่เหมาะสม ถูให้ทั่วฝ่ามือ หลังมือ นิ้วมือ และซอกนิ้ว ขณะล้างมือ หากมีบาดแผลที่มือ ให้หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำสกปรกไหลย้อนกลับไปโดนบาดแผล
ล้างด้วยน้ำไหล: ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านก่อน เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกบนพื้นผิว จากนั้นใช้สบู่หรือเจลล้างมือถูมือ และล้างออกด้วยน้ำไหลปริมาณมาก เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนให้หมดจด ซับให้แห้งเบาๆ ด้วยกระดาษทิชชู่สะอาดแบบใช้ครั้งเดียว หรือผ้าก๊อซปราศจากเชื้อ หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรงๆ
ดูแลบาดแผล: ใช้สำลีก้านสะอาดชุบน้ำยาฆ่าเชื้อไอโอดีน ทาบริเวณบาดแผลและผิวหนังรอบๆ โดยวนจากด้านในออกด้านนอก หากบาดแผลมีขนาดใหญ่หรือลึก ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สิ่งสำคัญสำหรับบาดแผลเล็กน้อย คือการล้างบาดแผลด้วยน้ำไหลปริมาณมาก หรือน้ำยาทำความสะอาด เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน ห้ามใช้วิธีพื้นบ้าน เช่น โรยขี้เถ้า หรือทายาสีฟัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ
- มือเป็นขุยลอกบ่อยๆ ควรดูแลอย่างไร?
ขุยลอกที่มือ (ทางการแพทย์เรียกว่า “paronychia”) เกิดจากการที่ชั้นผิวหนังกำพร้าแห้งและลอกออก มักเกี่ยวข้องกับเกราะป้องกันผิวหนังถูกทำลาย ขาดสารอาหาร หรือความสามารถในการซ่อมแซมผิวหนังลดลง
ผิวหนังรอบเล็บไม่มีต่อมไขมัน การสัมผัสน้ำยาทำความสะอาดบ่อยๆ หรือการเสียดสีทางกายภาพ (เช่น การทำเล็บ ทำงานบ้าน กัดเล็บ) จะทำลายโครงสร้างของชั้นผิวหนัง ทำให้แห้งและแตก นอกจากนี้ ผู้ที่รับประทานอาหารไม่สมดุล ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขุยลอกได้ง่าย
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า ขุยลอกไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามิน การดูแลขุยลอกต้องทำตาม “3 ขั้นตอน” คือ ให้ความชุ่มชื้น ตัดแต่ง และป้องกัน ไม่ใช่การกินวิตามินเสริมอย่างไร้เหตุผล โดยให้แช่มือในน้ำอุ่นให้นุ่มแล้วตัดออก ทาครีมบำรุงมือ นวดบริเวณรอบเล็บ สวมถุงมือยางเมื่อทำงานบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำยาล้างจานและน้ำยาฆ่าเชื้อโดยตรง ควรงดเว้นพฤติกรรมการกัดเล็บหรือดึงขุยลอก
หากบริเวณขุยลอกมีอาการบวมแดง ปวด ให้ตัดแต่งแล้วทายาฆ่าเชื้อไอโอดีน หากอาการบวมแดงมีขนาดเกิน 1 เซนติเมตร และมีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- ทำอย่างไรให้มีมือที่สุขภาพดีและสวยงาม?
การดูแลสุขภาพมือต้องควบคู่ไปกับการ “ทำความสะอาด” และ “บำรุงรักษา” ซึ่งขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้
ในการล้างมือ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นและมีฤทธิ์ระคายเคืองต่ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย
นอกจากการล้างมือให้สะอาดแล้ว การบำรุงรักษามือก็สำคัญเช่นกัน
- ควรสวมถุงมือยางเมื่อทำงานบ้าน
- ทาครีมบำรุงมือหลังล้างมือ หากมือแห้งมาก อาจทาวาสลีนหนาๆ ในเวลากลางคืนแล้วสวมถุงมือผ้าฝ้ายทิ้งไว้
- ขัดผิวและทำทรีตเมนต์มือเป็นประจำเพื่อกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
- ตัดเล็บให้ถูกสุขลักษณะ
เพียงทำตามขั้นตอน “ล้างมืออย่างถูกวิธี – ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก – ป้องกันแสงแดด – ดูแลเป็นประจำ” ก็สามารถลดปัญหาเกี่ยวกับมือและมีมือที่สุขภาพดีและสวยงามได้
ไม่ควรใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์บ่อยเกินไป ผู้ที่ล้างมือบ่อย ควรทาครีมบำรุงมือเป็นประจำ หากผิวหนังมือแห้งลอก แดง หรือบวม ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ หรือโรคสะเก็ดเงิน
- “ทิชชู่เปียก” ใช้แทนการล้างมือได้หรือไม่?
ไม่สามารถใช้แทนได้อย่างสมบูรณ์ 100 %
การล้างมือเป็นการใช้สารลดแรงตึงผิวในสบู่หรือเจลล้างมือ ร่วมกับการขัดถูบริเวณซอกนิ้วและปลายนิ้ว แล้วใช้น้ำไหลชะล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกไป ทิชชู่เปียกสำหรับมือมี 2 ประเภท คือ ทิชชู่เปียกทำความสะอาดทั่วไป และทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ ซึ่งสามารถใช้ทำความสะอาดมือเบื้องต้น และลดเชื้อโรคได้บ้างในกรณีที่ไม่สะดวกในการล้างมือด้วยน้ำ
แต่การทำความสะอาดด้วยการเช็ดของทิชชู่เปียก และส่วนผสมที่มีจำกัด สามารถกำจัดเชื้อโรคได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถกำจัดไขมันและสิ่งสกปรกที่เกาะติดแน่นได้หมดจด นอกจากนี้ ส่วนผสมบางชนิดในทิชชู่เปียก (ทั้งแบบมีแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์) อาจทำลายเกราะป้องกันผิวหนังเมื่อใช้เป็นประจำ เสี่ยงต่อการเกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิชชู่เปียกฆ่าเชื้อ ไม่เหมาะสำหรับผิวของทารกและผลิตภัณฑ์สำหรับทารก
ดังนั้น ทิชชู่เปียกจึงเป็นเพียงทางเลือกเสริม สำหรับการทำความสะอาดแบบเร่งด่วนในกรณีที่ไม่มีน้ำ การล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่/เจลล้างมือ ยังคงเป็น “มาตรฐานทองคำ” ในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค.
ที่มาและภาพ : sohu, freepik



