เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่สถานีตำรวจภูธรมะขาม หมู่ 6 ต.ปัถวี อ.มะขาม จ.จันทบุรี ชาวบ้านกว่า 20 คน เข้าพบ พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รอง ผบก.ภ.จันทบุรี พร้อมด้วยร้อยเวร สภ.มะขาม เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีถูกยึดคืนพื้นที่บริเวณโดยรอบโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคีรีธาร ซึ่งเป็นเขตป่าปัถวี และป่าตกพรม ในความดูแลของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ หลังจาก ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯและ รมว.พลังงาน มีมติให้ราษฎรออกจากพื้นที่โดยรอบเขื่อนฯ ทั้งในเขตป่าปัถวีและป่าตกพรม ยกเว้นผู้ที่มีเอกสารสิทธิหรือสิทธิครอบครองตามกฎหมาย สามารถยืนยันสิทธิชี้แจงได้

อย่างไรก็ดี เนื่องจากพื้นที่บางส่วนมีประกาศเขตทับซ้อนระหว่างกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ และ ส.ป.ก. ทำให้ชาวบ้านหลายรายเข้าใจคลาดเคลื่อนและเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ล่าสุดเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นทุเรียน และวัสดุต่าง ๆ ออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ยอมถอนตัวและคืนพื้นที่ให้ภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีชาวบ้านอีก 82 ราย ที่ยืนยันจะต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน

เบื้องต้น พ.ต.อ.ธราเทพ ได้พูดคุยกับชาวบ้าน 20 ราย จากทั้งหมด 82 ราย เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อเจรจาในครั้งนี้ โดยมีอดีตผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เข้าร่วมด้วย เบื้องต้นตำรวจจะรับเป็นคนกลาง รับฟังปากคำจากชาวบ้านแต่ละราย พร้อมบันทึกคำให้การไว้เป็นหลักฐาน โดยผู้ที่ยินยอมคืนพื้นที่ จะได้รับการยกเว้นไม่ดำเนินคดี ส่วนผู้ที่ยังมีข้อข้องใจเรื่องประกาศเขตทับซ้อน จะได้รับการชะลอการดำเนินคดีไว้ก่อน เพื่อเปิดทางให้เจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ทั้งนี้ในวันที่ 5 มิ.ย. ดร.หิมาลัย จะลงพื้นที่อีกครั้ง เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย

ด้านนายบรรชา แก้วแกมกาญ อายุ 89 ปี ชาวบ้านหมู่ 6 ต.ปัถวี กล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจว่า ผมอยู่ตรงนี้มานานกว่า 30 ปี ทำเกษตรปลูกกล้วย มะละกอ ทุเรียน ลองกอง รวม 5 ไร่ ตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ใช้เอง แต่วันหนึ่งเจ้าหน้าที่มาติดป้ายอายัดโดยไม่บอกกล่าว ถ้าเอาที่ผมไปหมดแล้วผมจะอยู่ยังไง จะสูบน้ำจากที่ไหน เวนคืนก็ไม่ได้ทำ จะขอใช้ชั่วคราวก็ยังพอรับได้ แต่นี่กลับยึดไปเลย ผมอายุมากแล้ว ไม่มีแรงจะเริ่มใหม่ ถ้าไม่มีที่ทำกิน ก็ยอมตายดีกว่า

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ธราเทพ มอบหมายให้ตำรวจรวบรวมคำให้การของชาวบ้านไว้เป็นหลักฐาน เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมเน้นย้ำว่า จะดำเนินคดีด้วยความรอบคอบและเห็นใจประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงเกินความจำเป็น.