จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า CSI LA ลงข้อความระบุว่า” วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. พบกัญชาแห้งบรรจุถุงกว่า 300 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในอาคารวัดชื่อดังในจังหวัดสุพรรณบุรี – วัดไผ่โรงวัว อ.สองพี่น้อง ข้อมูลจากคนในชุมชนระบุว่า “คลังวัตถุมงคล” กลายเป็นคลังเก็บกัญชา กระบวนการบรรจุ และจัดจำหน่ายเป็นไปอย่างเป็นระบบ ใช้เครื่องซีล ถุงพลาสติก และมีสติกเกอร์ใบกัญชาพร้อมจำหน่าย แต่เรื่องกลับเงียบ!ทั้งๆ ที่มีการแจ้งหน่วยงานหลายครั้ง แต่ไม่มีการตรวจสอบ หรือดำเนินคดีใดๆ เบื้องหลัง…หญิงคนสนิทเจ้าอาวาส ควบคุมการบริหารวัดทั้งหมด ขณะที่ “ไวยาวัจกร” ก็ร่ำรวยผิดสังเกต คำถามคือ วัดเกี่ยวข้องกับการผลิต หรือค้ายา หรือไม่? หน่วยงานที่ควรตรวจสอบ หายไปไหน? นี่คือการใช้วัดเป็นฉากบังหน้า หรือไม่? ชาวบ้านเอือมระอา อยากให้วัดกลับมาเป็นวัด อยากให้คนดีมีที่ยืน ไม่ใช่ให้วัดกลายเป็นโรงงานบรรจุกัญชาเถื่อน! CSI LA ขอเปิดโปง – และขอท้าทายหน่วยงานรัฐ กล้าตรวจสอบไหม? หรือจะปล่อยให้ “ยาเสพติดแฝงบุญ” ยึดพื้นที่ศาสนาไปหมดแล้ว? #CSI_LA #กัญชาวัดดัง #วัดไผ่โรงวัว #วัดหรือโกดัง #ศรัทธาไม่ใช่ใบไม้แห้ง
เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 พ.ค. นายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ร่วมกับ นายนเรศ หนูทอง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยสมาชิก อส.ร้อย อส.อ.สองพี่น้อง ที่ 8 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด อำเภอสองพี่น้อง (จนท.ศป.ปส.อ.สองพี่น้อง) ลงพื้นที่ไปตรวจสอบวัดไผ่โรงวัว ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี พระครูอนุกูล ปัญญากร รองเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัว นายบำรุง เสียงเพราะดี ไวยาวัจกรวัดไผ่โรงวัว พร้อมด้วยคณะกรรมการวัดไผ่โรงวัว ประกอบด้วย นายรณชัย นิลจักร นายอนันต์ น่วมศรีนวล นายประวิทย์ กลิ่นพิกุล รอชี้แจงข้อเท็จเท็จจริงถึงที่มาที่ไปของกัญชาที่พบภายในคลังวัตถุมงคล วัดไผ่โรงวัว


นายบำรุง เสียงเพราะดี ไวยาวัจกรวัดไผ่โรงวัว กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทางวัดไผ่โรงวัว ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ว่าหลังจาก พระครูอนุกูล ปัญญากร รองเจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัว ทราบว่ามีกัญชาในวัด จึงได้ประสาน นางปราณี เมฆหมอก ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 11 ต.บางตาเถร ส.อบต.บางตาเถร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางตาเถร เข้ามาร่วมตรวจสอบ พบว่า มีกัญชาประมาณ 15 ถุง คาดว่าไม่เกิน 20 กิโลกรัม ไม่ใช่ 300 กิโลกรัม ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด และพอสืบทราบแล้วพบว่าของ นางเขมวิภา ผดุงพงษ์ เจ้าหน้าที่จำหน่ายวัตถุมงคลของวัดไผ่โรงวัว บอกว่าเป็นผู้สั่งเข้ามา โดยมี นายหนุ่ม ซึ่งเป็นสามีขนมาจากมูลนิธิข้าวขวัญ ส่งต่อให้กับ นายเกียรติศักดิ์ ตรีพัฒน์ หรือเบียร์ คนงานของวัดไผ่โรงวัว เป็นผู้ลักลอบบรรจุ เพื่อบรรจุใส่ซองส่งกลับไปที่มูลนิธิข้าวขวัญ เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ป่วย


ทางคณะกรรมการวัดไผ่โรงวัว ได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วได้ทราบว่า กฎหมายบ้านเมืองอาจผิด หรือไม่ผิด ต้องตรวจสอบก่อน ทางวัดฯ จึงได้ให้นำออกจากวัดฯ ในคืนวันที่ 12 พ.ค. 68 เนื่องจากผิดกฎมหาเถระสมาคม เพื่อให้วัดเป็นแหล่งปลอดกัญชา แต่ทาง นางเขมวิภา อ้างไม่สะดวก และขนกัญชาออกไปในตอนเช้าเพื่อนำส่งคืนมูลนิธิข้าวขวัญ โดยได้ทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าเป็นการลักลอบกระทำ โดยไม่เกี่ยวข้องกับวัดฯ แต่อย่างใด
ทั้งนี้ ทางวัดฯ ได้ตรวจสอบโดยการทำหนังสือไปยังประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ว่าได้มีการมอบหมายให้ นางเขมวิภา นำกัญชามาดำเนินการ หรือไม่อย่างไร ขณะนี้ทางมูลนิธฺยังไม่ได้ตอบหนังสือกลับมา แต่ได้รับทราบด้วยวาจา ประธานมูลนิธิว่าไม่ได้มอบหมายให้บุคคลดังกล่าวมาดำเนินการ ดังนั้นทางวัดฯ จึงให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแจ้งความแล้ว

ดังนั้นจากกรณีที่ว่า เจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และกรรมการรู้เห็นเป็นใจ หรือมีส่วนร่วมจึงไม่เป็นความจริงตามที่โลกออนไลน์กล่าว เนื่องจากผู้ที่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบคือ ท่านเจ้าอาวาสวัดไผ่โรงวัว และวัดก็ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว เป็นการลักลอบนำกัญชาเข้ามาในวัดโดยพลการ และวัดก็ดำเนินการให้ออกจากงานแล้ว
ทางด้าน นายรัชกฤช พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง กล่าวว่า ขณะนี้เหลือเพียงเรื่องการตรวจสอบขบวนการของกฎหมาย ที่จะตรวจสอบว่า มีความผิดฐานใดบ้าง ต้องบอกว่าในบริบทกฎหมายขณะนี้จะผิดอะไรบ้าง ได้รับอนุญาต หรือไม่อย่างไร จากใคร มีใบอนุญาต หรือไม่ เป็นเรื่องของขบวนการตรวจสอบต่อไป ถ้าผิด หรือฝ่าฝืนตามข้อของกฎหมาย ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ได้ร่วมกับ นายนเรศ หนูทอง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยสมาชิก อส.ร้อย อส.อ.สองพี่น้อง ที่ 8 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด อำเภอสองพี่น้อง (จนท.ศป.ปส.อ.สองพี่น้อง) ทำการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะพระสงฆ์วัดไผ่โรงวัว จำนวน 35 รูป ไม่พบสิ่งแปลกปลอมแต่อย่างใด.



