นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้สัมภาษณ์ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” ว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากคณะผู้แทนของ รฟท. ที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ในฐานะองค์กรที่ปรึกษาขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้พิจารณารายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (Heritage Impact Assessment : HIA) ของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เชื่อมโยงกับสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ในสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว

โดยยูเนสโกเห็นชอบการปรับแบบก่อสร้างสถานีอยุธยาแล้ว และไม่ขัดข้องหากจะลงนามในสัญญาก่อสร้าง 4-5 แต่ยังมีขั้นตอนในการเห็นชอบรายงาน HIA เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ ที่ต้องผ่านการพิจารณาจากกรมศิลปากรและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ก่อนนำเสนอยูเนสโกในขั้นตอนสุดท้าย รฟท. จะดำเนินการให้เรียบร้อย

ดังนั้นภายในเดือน มิ.ย. 2568 จะเชิญบริษัท บุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ผู้รับจ้างสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กม. มาลงนามสัญญา เนื่องจากผู้รับจ้างยืนราคาเดิมที่ 10,325.90 ล้านบาท ถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 จากนั้นจะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ภายใน 1 เดือนหลังลงนามสัญญาหรือภายในเดือน ก.ค. 2568 โดยให้สร้างทางวิ่งไปก่อน ระหว่างรอขั้นตอนในการเสนอรายงาน HIA เสร็จสมบูรณ์ มั่นใจว่าจะบริหารจัดการก่อสร้างให้เสร็จภายใน 3 ปี ทั้งนี้ภาพรวมทั้งโครงการฯ รฟท. ได้ปรับเป้าหมายการเปิดบริการล่าสุดเป็นปี 2572

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานด้วยว่า สำหรับรายละเอียดผลการประชุม นั้น ยูเนสโกพอใจที่ รฟท. ดำเนินการตามคำแนะนำของ ICOMOS ที่ลงพื้นที่แหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมื่อช่วงเดือน ม.ค. 2568 อาทิ การปรับลดขนาดความสูงของสถานีลงจากเดิม 37.45 เมตร เหลือ 35.45 เมตร และปรับครั้งล่าสุดเหลือ 28 เมตร ขยับสถานีไม่ให้โครงสร้างคร่อมสถานีรถไฟเดิม โดยมีระยะห่าง 2.5 เมตรระหว่างสถานีเดิม กับสถานีรถไฟความเร็วสูง เพื่อลดข้อกังวลเรื่องการส่งผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ ยูเนสโกยังเห็นว่า การก่อสร้างสถานีอยุธยา เลยจุดที่จะย้ายสถานี หรือจะเปลี่ยนแนวเส้นทางแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องย้ายสถานี แต่ขอให้ปรับแบบสถานีอีกเล็กน้อย ไม่ให้ดูเป็นกำแพงทึบๆ รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลบริหารจัดการพื้นที่เมืองเมื่อเปิดให้บริการ เบื้องต้น รฟท. จะปรับสถาปัตยกรรมไม่ให้ทึบ อาจต้องใส่กระจกให้มากขึ้น มองทะลุผ่านไปได้ เพื่อลดข้อจำกัด หรือผลกระทบต่อทัศนียภาพที่อาจเกิดขึ้นต่อแหล่งมรดกโลก หรือโบราณสถาน รวมทั้งอาจต้องปรับโทนสีต่างๆ จะเร่งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จากนั้นจะเสนอแบบตามขั้นตอนต่อไป