สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่า แหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า ข้าราชการพลเรือน 1,107 คน และเจ้าหน้าที่การทูตประจำต่างประเทศ 246 คน พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 3 วัน หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาเปิดทางให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเดินหน้ามาตรการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐ ด้วยเหตุผลเพื่อประหยัดงบประมาณ
Inside the State Department, diplomats are “clapping out” their laid off colleagues, some of whom have served for decades pic.twitter.com/3If1EP4z4K
— John Hudson (@John_Hudson) July 11, 2025
ด้านสมาคมบริการต่างประเทศอเมริกัน (เอเอฟเอสเอ) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวว่า “การทำลายผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง” พร้อมทั้งวิจารณ์ว่า ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงอย่างมาก ด้วยสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และระบอบเผด็จการที่กำลังทดสอบขอบเขตของระเบียบระหว่างประเทศ สหรัฐกลับเลือกลดจำนวนกำลังคนด้านการทูตแนวหน้า
Today's purging of State Dept. employees is a blow to our global influence. The impact will echo for years. We stand with the workforce & those who know that professional, non-partisan diplomacy isn't expendable. We won't stop fighting to defend it.
— AFSA (@afsatweets) July 11, 2025
Read: https://t.co/lX6HZxBuYP pic.twitter.com/cNALsdIqfP
อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นกระทรวงแรกของประเทศ “มีขนาดใหญ่เกินไป” และควรลดจำนวนบุคลากรลง 15%
อนึ่ง ก่อนการเลิกจ้างครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีเจ้าหน้าที่ราว 80,000 คน โดยมีเพียงประมาณ 17,700 คนเท่านั้น ซึ่งประจำการอยู่ในประเทศ
ส่วนเดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานเพิ่มเติมว่า บุคลากรซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งในรอบนี้ ได้รับแจ้งหนังสือลาออกทางอีเมล โดยทุกคนเข้าสู่กระบวนการพักงานทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่การทูตจะพ้นจากตำแหน่งภายใน 120 วัน หลังได้รับแจ้ง และเจ้าหน้าที่พลเรือนจะพ้นจากตำแหน่งภายใน 60 วัน.
เครดิตภาพ : AFP



