รายการโหนกระแสวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ได้เชิญนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, นายจักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งขณะนี้เกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยมีข้อมูลว่าเป็นฝ่ายกัมพูชาที่เริ่มต้นความขัดแย้ง

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ เปิดเผยในมุมมองทางการทูตว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องนำเสนอต่อประชาคมโลกคือ การที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงและสัญญาที่เคยมีร่วมกัน โดยมีความพยายามยั่วยุเพื่อให้ไทยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลโลกอีกครั้ง ทั้งที่เคยมีข้อตกลงทวิภาคีอย่างชัดเจน แต่กัมพูชากลับไม่เคารพ MOU และไม่ยึดมั่นในข้อตกลงดังกล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการเดินทางของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้เดินทางไปยังนิวยอร์กเมื่อวานนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุม UNSC ฉุกเฉินในวันนี้ นายรัศม์ ระบุว่า นายมาริษได้พบปะกับบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และได้นำหลักฐานการละเมิดของกัมพูชาไปเสนอ พร้อมยืนยันว่าการทำหน้าที่ในระดับรัฐมนตรีดำเนินการอย่างครบถ้วนแล้ว จากนี้เป็นหน้าที่ของทูตไทยประจำ UN ที่จะรับไม้ต่อ
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข แสดงความเห็นว่า ไทยจำเป็นต้องอดทนอดกลั้นให้ถึงที่สุด จนประชาคมโลกเห็นพฤติกรรมก้าวร้าวของกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยไม่ควรตอบโต้ด้วยวิธีที่รุนแรงเหมือนกัน เพราะการกระทำเช่นนั้น จะไม่เป็นผลดีในระยะยาว และตนยังชื่นชมทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้า ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันสูง แต่ยังรักษาความอดทนและไม่ละเมิดหลักการสากล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องพิจารณาต่อคือ การอยู่ร่วมกันในอนาคตหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย เพราะกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ถึงแม้ปัจจุบันจะมีความรู้สึกโกรธแค้นจากความสูญเสีย แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาว ไม่ใช่ตอบโต้เพียงเพื่อระบายความรู้สึก

นายจักรภพ เล่าเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้มีผู้ถามตนผ่านรายการ “แฉ” ว่าไทยจะทนไปถึงเมื่อไหร่ และจะไม่โต้กลับเลยหรือ ทำให้ตนเกือบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่สุดท้ายก็ตั้งสติได้ เพราะเชื่อว่าการตอบโต้ในตอนนี้ อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์ในวันข้างหน้า ถึงแม้การโต้กลับจะสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
อีกประเด็นที่ตนอยากเน้นคือ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความสูญเสีย ฝ่ายกัมพูชาดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตคนเท่ากับไทย ผู้นำของกัมพูชาในแต่ละยุค ต่างมีประวัติการขึ้นสู่อำนาจด้วยการสังเวยชีวิตประชาชนเป็นจำนวนมาก ต่างจากฝ่ายไทยที่ให้ความสำคัญกับทุกชีวิต
นายจักรภพ ยังตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่ ฮุน เซน ต้องการจริงๆ คือการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ไทยมีรัฐบาลจากตระกูลชินวัตรเป็นผู้นำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนในกัมพูชา ที่กำลังตั้งคำถามต่อการบริหารงานของ ฮุน มาเนต บุตรชาย และพยายามจะเคลมดินแดนของไทยไปเป็นของตน เพื่อเสริมความมั่นคงของอำนาจให้ลูกชาย

ตนยกตัวอย่างกรณีคลิปเสียงที่ ฮุน เซน สนทนากับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ซึ่งคำพูดว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” ทำให้ ฮุน เซน ไม่พอใจอย่างมาก เพราะเหมือนไปกระทบจุดอ่อนของเขา ที่ยังไม่สามารถยกระดับภาพลักษณ์ของกัมพูชาให้ได้รับการยอมรับในเวทีโลกได้ ทั้งตัวเขาและ ฮุน มาเนต ยังคงเผชิญแรงต้านจากหลายประเทศ
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ไทยควรทำคือประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนต่อชาวโลกว่า การปฏิบัติการของไทย เป็นการทำสงครามเพื่อสันติภาพ โดยเป็นการตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเอง และมีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ไม่ใช่โจมตีพลเรือนเช่นที่กัมพูชาทำกับไทย พร้อมระบุว่า ระบอบของ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนตเป็นภัยต่อเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงของภูมิภาคนี้
ขอบคุณรายการโหนกระแส



