สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาทะลุเดือดขั้นสุด เมื่อฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีฐานปฏิบัติการของไทย บริเวณปราสาทตามเมือนธม จ.สุรินทร์ ในเช้าวันที่ 24 ก.ค.2568 ตามด้วยการยิงจรวดใส่พื้นที่ชุมชน และสถานที่อีกหลายแห่งในจ.สุรินทร์ แถมเหตุการณ์ยังบานปลายไปในหลายจังหวัดชายแดนของไทย กองทัพไทยจึงต้องเปิดปฏิบัติการตอบโต้กลับ เพื่อปกป้องอธิปไตยไทยและชีวิตประชาชน

นับตั้งแต่นั้น ไทยและกัมพูชาต่างพุ่งรบปะทะใส่กันแบบจัดหนักจัดเต็ม นำไปสู่การสูญเสียชีวิตของผู้คน และสร้างความเสียหายมหาศาลรอบด้านต่อทั้ง 2 ประเทศ สั่นสะเทือนเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

หลังจากสู้รบไปได้ไม่กี่วัน ผู้นำชาติยักษ์ใหญ่อย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงมายุ่งเกี่ยวด้วย โดยโทรศัพท์พูดคุยกับ “ภูมิธรรม เวชชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีของไทย และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเอาเรื่องที่ 2 ประเทศสมาชิกอาเซียนนี้กำลังเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯเรื่องภาษี มาใช้เป็นเงื่อนไขให้ยุติการสู้รบกัน

ตามด้วยการออกโรงของ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน แสดงบทบาทกาวใจฝ่ายไทยและกัมพูชา เชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจากันที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.ค. เพื่อเร่งหาทางออกการหยุดยิง โดยมีผู้แทนจาก 2 ชาติมหาอำนาจ ทั้งทูตสหรัฐฯ และทูตจีนประจำมาเลเซียร่วมสังเกตการณ์การหารือ

บทสรุปที่ได้ไทยและกัมพูชาตกลงกันหยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข ตั้งแต่ เวลา 24.00 น.ของวันที่ 28 ก.ค.2568 และให้มีการประชุมไม่เป็นทางการระหว่างผู้บัญชาการทหารภูมิภาคของไทยและกัมพูชา ในเช้าวันที่ 29 ก.ค. รวมถึงให้จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 4 ส.ค. ซึ่งกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น

ผู้นำฝ่ายไทย มาเลเซีย และกัมพูชา จับมือกันย้ำสัญญา แต่คนไทยจำนวนกลับคลางแคลงใจว่าประเทศไทยยังเสียเหลี่ยมกัมพูชาอยู่หรือไม่ เพราะฝ่ายไทยไม่ยื่นข้อมูลกำหนดกรอบข้อตกลงการหยุดยิงต่อหน้าทุกคนในวงเจรจา

ขณะที่มาเลเซียแม้เป็นประธานอาเซียน แต่ไม่ได้แสดงบทบาทในการกดดันหรือประณามต่อกัมพูชาที่กระทำการละเมิดอธิปไตยชาติอื่น ก้าวก่ายเรื่องภายในของไทย และเมินกฎกติการะหว่างประเทศ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจมาจากการที่มีบริษัทโทรคมนาคมและนักธุรกิจของมาเลเซียจำนวนมากไปลงทุนในกัมพูชา เช่นเดียวกับกรณีของจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้ออกมากดดันกัมพูชาเท่าไหร่นัก แต่สหรัฐฯ กลับมากระทำต่อไทยมากกว่าด้วยซ้ำ

ในที่สุด กัมพูชาก็ฉีกข้อตกลงหยุดยิง ทำให้ไทยจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ตอบโต้ พร้อมกับตีฆ้องร้องป่าวฟ้องชาวโลกให้รับรู้เรื่องนี้ แต่กัมพูชาโนแคร์โนสน ยังก้าวนำหน้าไทยอีกหน รีบนำคณะทูตและผู้ช่วยทูตทหารจาก 13 ประเทศที่ประจำกัมพูชา รวมทั้งสื่อต่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่อนปรนช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. เพื่อฟ้องนานาชาติว่าถูกฝ่ายไทยเป็นผู้ยิงทำลาย⁣ ทั้งที่กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

ขณะที่ในวันเดียวกัน ฝ่ายไทยยังอยู่ขั้นเริ่มต้นเตรียมการว่าจะพาคณะทูตต่างชาติไปลงพื้นที่ชายแดนไทยเพื่อให้ไปดูความสูญเสียของพลเรือนที่เกิดจากฝีมือทหารกัมพูชา

สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำคำถามที่ว่าเมื่อไหร่ที่ฝ่ายไทยจะมีโอกาสพลิกเกมสู้ชิงความได้เปรียบเทียบเอาคืนกัมพูชา และจบปัญหาให้กลับสู่ความสงบได้สักที