เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการและพลเรือนทั่วไป

สร้างบาดแผลทางจิตใจของประชาชนคนไทยและกระแสเรียกร้องต่อสังคมและรัฐบาลอย่างกว้างขวางเพื่อสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงแนวทางเยียวยาและความคาดหวังต่อบทบาทของรัฐและประชาคมโลก

สำนักวิจัยซูเปอร์โพลจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นในประเด็น “ความสูญเสียของคนไทย”ที่จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม 2568 โดยใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,132

เมื่อถามถึงความรู้สึก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.6 รู้สึกโศกเศร้าและสะเทือนใจ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลเพียงในเชิงกายภาพ แต่สร้างบาดแผลทางอารมณ์แก่คนไทยในทุกพื้นที่

ความรู้สึกเศร้าเป็นภาวะร่วมทางสังคมที่บ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ในชะตากรรมของชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 89.2 รู้สึกถึงความสูญเสียของคนไทยในเหตุการณ์นี้ ซึ่งรวมถึงชีวิต ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีของชาติ และร้อยละ 87.3 รู้สึกโกรธและเจ็บปวด ซึ่งเป็นอารมณ์ที่สะท้อนถึงความรู้สึกไม่เป็นธรรมและการถูกคุกคามจากการกระทำของฝ่ายตรงข้าม

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ความรู้สึกทั้ง 3 ลำดับสะท้อนถึง “จิตสำนึกร่วมของชาติ”ที่ตื่นตัวต่อการรุกรานและพร้อมจะปกป้องอธิปไตยของประเทศอย่างถึงที่สุด ความรู้สึกโศกเศร้าและความโกรธเป็นอารมณ์ผสมผสานระหว่างความเห็นอกเห็นใจและความต้องการความยุติธรรม ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความต้องการของประชาชนหลังเกิดเหตุการณ์สู้รบ พบว่า ร้อยละ 95.7 เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและประชาคมโลก ดำเนินคดีต่อผู้ก่อการในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)”ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและการสังหารหมู่พลเรือน แสดงถึงระดับความตื่นตัวของประชาชนไทยต่อกลไกความยุติธรรมสากล ในขณะที่ ร้อยละ 90.3

เห็นว่าผู้สั่งการยิงพื้นที่พลเรือนไทยควรถูกตราหน้าเป็น ฆาตกรสงคราม ไม่ใช่คู่เจรจาทางการเมือง ซึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของประชาชนในการปฏิเสธการให้ความชอบธรรมแก่ผู้ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ ร้อยละ 88.1 เรียกร้องให้มี

“การเปิดเผยรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ และจัดพิธีสดุดีผู้เสียสละในนามของชาติ”เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมไว้อาลัยและรับรู้ความจริงผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนไม่ได้เพียงต้องการการปลอบประโลมทางจิตใจ แต่ต้องการการเยียวยาผ่านความยุติธรรมทางกฎหมายและความโปร่งใสของรัฐ การเรียกร้องให้ฟ้อง ICC (95.7%) สูงเป็นประวัติการณ์ แสดงว่าคนไทยตระหนักถึง “ศักดิ์ศรีของชีวิตพลเรือน”ว่าต้องได้รับการปกป้องตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อด้วยว่า ที่น่าพิจารณาคือ ความคิดเห็นต่อการทำบุญประเทศและการระลึกถึงผู้สูญเสียคำถามนี้มุ่งวัดความเห็นเชิงจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของประชาชนในการเยียวยาสังคมโดยรวม พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.8 สนับสนุนให้ “รัฐบาลประกาศจัดวันทำบุญประเทศ” เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ทหารกล้า พลเรือนผู้บริสุทธิ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ แสดงให้เห็นถึงความต้องการเยียวยาผ่านพิธีกรรมทางวัฒนธรรมในระดับชาติ ในขณะที่ ร้อยละ 89.4 เห็นว่า

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล

“พิธีทำบุญควรจัดทั่วประเทศและให้สถานศึกษาทุกแห่งร่วมแสดงความไว้อาลัย” เพื่อปลูกฝัง “ความรักชาติ”และ “บทเรียนจากสันติภาพและการสู้รบ” แก่เยาวชน และร้อยละ 86.2 สนับสนุนให้มีการสร้าง

“อนุสรณ์สถานแห่งเกียรติยศ” ในพื้นที่ชายแดน เพื่อเตือนใจถึงความเสียสละของผู้บริสุทธิ์ ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเสนอให้ใช้;วัฒนธรรม เป็นเครื่องมือในการบันทึกความทรงจำร่วมของชาติ วันทำบุญประเทศ (97.8%) ถือเป็นข้อเสนอเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนแนวคิด “สังคมแห่งการให้อภัยโดยไม่ลืมความจริง” (forgiveness without forgetting) ส่วนข้อเสนอเรื่องการสร้างอนุสรณ์สถาน (86.2%) คือการขับเคลื่อน

“ความทรงจำเชิงพื้นที่” ที่มีพลังในทางจิตวิทยาและการสร้างอัตลักษณ์ของชาติ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

1. ความยุติธรรมระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณายื่นเรื่องอย่างเป็นทางการต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)และใช้เวทีระหว่างประเทศในการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เหยื่อพลเรือนชาวไทย

2. การเปิดเผยข้อมูลและพิธีการสดุดี จัดให้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการพร้อมพิธีไว้อาลัยระดับชาติ เพื่อให้สังคมได้รับรู้และร่วมแสดงความเคารพ

3. การฟื้นฟูด้วยวัฒนธรรมและสำนึกร่วม กำหนด “วันทำบุญประเทศ” อย่างเป็นทางการ และจัดกิจกรรมในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังบทเรียนจากเหตุการณ์นี้

4. การสร้างอนุสรณ์สถานชายแดน สร้างอนุสรณ์สถานในพื้นที่ชายแดน เพื่อบันทึกความสูญเสีย และเตือนใจคนรุ่นหลังถึงความสำคัญของสันติภาพและศักดิ์ศรีของชาติ

“โดยสรุป ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์สู้รบชายแดนไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการทหาร หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่กระทบลึกถึงความรู้สึก ความคิด และจิตวิญญาณของประชาชนในวงกว้าง ตัวเลขจากผลโพลทุกตัวล้วนสะท้อนภาวะร่วมแห่งความสูญเสีย ความโกรธ ความเจ็บปวด และความปรารถนาในการรักษาศักดิ์ศรีของชีวิตมนุษย์และอธิปไตยของชาติอย่างเป็นรูปธรรม”ดร.นพดล กรรณิกา กล่าวปิดท้าย