จากกรณีคณะทูตทหารเดินทางลงพื้นที่จุดกระสุนตกใส่พลเรือน ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชำเม็ง ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุกระสุนตกใส่อาคารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านชำเม็ง เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้อาคาร รพ.สต. เสียหาย อีกทั้งบริเวณดังกล่าว ยังมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีเด็กเล็กอยู่ประจำกว่า 30 คน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต เนื่องจากทางจังหวัดได้ประกาศให้ชาวบ้านอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ซึ่งเป็นวันแรกที่ทางทหารกัมพูชาเปิดฉากยิง ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
อ่านข่าวต่อ : ผอ.รพ.สต.บ้านชำเม็ง ชี้เขมรเลือกเป้าทำลายโรงพยาบาล ไร้มนุษยธรรมที่สุด!
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย” หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในนามหมอวี ศัลยแพทย์ระบบประสาท และสมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์อธิบายเหตุผลว่าทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะเสียชีวิตตรงหน้า) ลงในเฟซบุ๊ก “Veerapun Suvannamai”

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “ผมจะบอกให้ว่าทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า) จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง”
นอกจากนี้ โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา
โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง มีดังต่อไปนี้
1. รพ.น้ำขุ่น
2. รพ.น้ำยืน
3. รพ.นาจะหลวย
4. รพ.กันทรลักษ์
5. รพ.ภูสิงห์
6. รพ.กาบเชิง
7. รพ.พนมดงรัก
8. รพ.ปราสาท
9. รพ.บ้านกรวด
10. รพ.เฉลิมพระเกียรติ
11. รพ.ละหานทราย
อีกทั้ง “โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง โดยปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง และเปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง เนื่องจาก โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย”
นอกจากนี้ “ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย”
“ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้
1. โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา
2. ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด
3. บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ
4. ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้
5. ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต
ขอบคุณข้อมูล : Veerapun Suvannamai



