ขณะที่สารพัดปัญหาร้อนแรงยังรุมเร้ารัฐบาล ไม่หยุดหย่อน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล บั่นทอนคะแนนนิยมของตัวผู้นำ และพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล

สถานการณ์เหล่านี้กลายเป็นเผือกร้อนกองใหญ่ให้กับ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ต้องเร่งขับเคลื่อนงานรัฐบาล ควบคู่กับการคลี่คลายปัญหาต่างๆ

กระทั่ง เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ท่านรักษาการนายกรัฐมนตรีอ่านคำแถลงของรัฐบาล ชูหัวข้อวาระสำคัญที่ว่า “ก้าวผ่านสองวิกฤติ เดินหน้าไปด้วยกัน” อ้างอิงวิกฤต 2 เรื่องใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่และส่งผลต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ คือ 1.ความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และ 2.มาตรการภาษีการค้าที่สหรัฐอเมริกาตั้งไว้ต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งรัฐบาลมองว่าทั้ง 2 วิกฤตินี้เริ่มคลี่คลาย และประเทศเรากำลังก้าวผ่านพ้นมันไปให้ได้

โดยวิกฤตปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา รัฐบาลเน้นย้ำในทำนองที่ว่านับตั้งแต่ปัญหาปะทุขึ้น ได้พยายามใช้แนวทางสันติวิธีมาแก้ไข กระทั่งเมื่ออีกฝ่ายใช้ปฏิบัติการที่ไร้มนุษยธรรมจนนำไปสู่การสูญเสียของประชาชน รัฐบาลไทยได้ตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย ซึ่งขณะนี้เหตุการณ์ปะทะสิ้นสุดลงในเบื้องต้น และเริ่มกลับสู่โต๊ะเจรจาตามกลไกการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ร่วมกันแก้ไขข้อพิพาท

แต่ตรงนี้ก็ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้ที่มีบทบาทนำและโดดเด่นมากในการแก้ปัญหา ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยและปกป้องพี่น้องชาวไทย คือ “กองทัพ” ซึ่งประชาชนให้ความเชื่อถือมากกว่ารัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

ส่วนวิกฤติอีกเรื่องหนึ่ง คือกำแพงภาษีการค้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตั้งไว้ต่อไทย อยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลไทยเดินหน้าการเจรจากับชาติมหาอำนาจ จนได้ลดอัตราภาษีนี้มาอยู่ที่ 19 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าทำให้ไทยยังคงความได้เปรียบประเทศคู่แข่งขันในภูมิภาค แต่โดนหลายฝ่ายเตือนสติว่า อัตราภาษีดังกล่าวเท่ากับอีกหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนซึ่งรวมถึงกัมพูชา อีกทั้งยังต้องรอดูรายละเอียดต่อไปว่ารัฐบาลเอาอะไรบ้างไปแลกกับสหรัฐฯ และต้องหาทางช่วยเหลือคนไทยที่จะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงที่รัฐบาลทำไว้กับสหรัฐฯ     

การออกคำแถลงดังกล่าวเสมือนเป็นการปลอบใจตัวเอง พร้อมกับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยเพื่อกู้คืนคะแนนนิยม เรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน หลังจากผลโพลหลายสำนักบ่งบอกว่าเรตติ้งของหัวหน้ารัฐบาลและพรรคแกนนำยังไม่ดีขึ้นเลย

ที่จริง รัฐบาลของ “นายกฯ แพทองธาร” ยังเบิกตามองให้กว้าง เห็นถึงความจริง และต้องเร่งแก้วิกฤตอีกหลายอย่างวิกฤติการเมือง โดยพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำ เกิดความระส่ำระสาย ตัวผู้นำรัฐบาลยังรอลุ้นผลชี้ชะตาจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุ่มเสี่ยงเกิดการพลิกผันทางการเมืองอีกครั้ง

และที่สำคัญ คือวิกฤตศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลที่นำโดยคนในครอบครัว “ชินวัตร” สืบเนื่องจากหลายแหตุการณ์ โดยเฉพาะการถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลให้ประชาชนต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล.